นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์หนังสือ เพราะผมคงไม่สามารถตีค่าหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด แล้วไปชี้นำใคร ๆ ว่าควรค่าแก่การอ่านหรือไม่

ผมแค่เพียงคน ๆ หนึ่งที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ แล้วอยากหาเพื่อนคุย แค่นั้น…

สาเหตุสำคัญที่ผมยังไม่ได้ซื้อผลงานใหม่ ๆ ของนักเขียน “วินทร์ เลียววาริณ” จากงานหนังสือครั้งล่าสุด ที่แม้คุณวินทร์จะมาเซ็นหนังสือให้ทุกวัน ตั้งแต่ห้าโมงเย็นก็ตาม ไม่ใช่เพราะผมหมดความสนใจในงานของคุณวินทร์ แต่เป็นเพราะผมยังไม่ได้ลงมือ ลงตา ลงใจ เพื่ออ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่คุณวินทร์ได้เซ็นเมื่องานสัปดาห์หนังสือครั้งที่แล้วจำนวนสองเล่ม เล่มหนึ่งเก็บไว้เอง เล่มหนึ่งถูกส่งไปยังที่ ๆ ห่างไกล

เล่มนั้นคือ “เส้นสมมุติ”

ผมใช้เวลา 3 วันอ่านเส้นสมมุติอย่างไม่เร่งรีบ ไม่ยากเย็น เป็นการผ่อนคลายตัวเองจากภารกิจการสอบที่ดึงผมออกห่างจากบรรยากาศความสุขจากการอ่านไปจนเกือบจำได้ว่ามันมีอยู่ และการกลับมาครั้งนี้ก็นำผมเข้าสู่ชุดอารมณ์บางชุดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน อีกครั้งหนึ่ง

“เส้นสมมุติ” รวมเรื่องสั้นจากบทสู่บท ด้วยบรรยากาศของเส้นสมมุติ สำหรับผมเส้นสมมุตินี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตแดนที่กั้นประเทศเขตขัณฑ์ตามที่ผู้เขียนเกริ่นนำ เพราะยิ่งดำเนินการอ่านจากตอนหนึ่ง สู่อีกตอนหนึ่งแล้ว เส้นสมมุติเหล่านี้ก็ถูกเล่า และตีความแตกต่างออกไปจนดูเหมือนความต่างชาติต่างภาษาในบรรยากาศ ตัวละคร และท้องเรื่อง นั้นช่วยกันขับเส้นสมมุติเส้นใหม่หนึ่ง ให้เด่นชัด โดยการทำลายเส้นสมมุตินั้นซะ!

จาก “ตะรุเตา” “32 นาที” จนถึง “รุ้งกินน้ำ” แล้วจบด้วย “รักกันหนึ่งร้อยปี” แต่ละเรื่องแม้จะมีรสชาติเฉพาะตัว แต่ก็ถูกจัดเรียงและนำเสนออย่างจงใจ ผมเฝ้าติดตามและครุ่นคิดถึง “เส้นสมมุติ” ที่แต่ละเรื่องหยิบยก แต่สิ่งที่กระทบจิตใจจนทำให้ผมมาเขียนตอนนี้นั้น คงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้แสดงออกมาในเรื่องสั้น ที่เป็นมากกว่าการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ การวิพากษ์สังคมอย่างคมคาย หรือลีลาหักมุมหลากอารมณ์เป็นแน่

ผมไม่สามารถทนไม่เขียนถึงหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่านจบและกระเดือกความรู้สึกก้อนใหญ่ให้ตัวเองสงบลงได้ เพราะในเรื่องสุดท้าย “รักกันหนึ่งร้อยปี” ทำให้ผมรู้สึกเปราะบางแม้ขณะที่จับปากกาก็สะท้อนออกมาในลายมือที่ไม่ชัดแต่เป็นระเบียบ ผมอ่านตอนนี้ได้ชัดเจนและอิ่มเอิบแม้บรรยากาศรอบข้างจะแสนอื้ออึง เพื่ออ่านจบก็เกิดอาการอยากอยู่เงียบ ๆ 5-10 นาที ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน จะไม่ขอพูดอะไรเป็นข้อมูลของตอนนี้ อยากให้ไปอ่านเอง แต่เรื่องนี้ มันแปลกมากเพราะมันทำให้ผมทั้ง “ปั่นป่วน” และ “นิ่งเงียบ” ไปพร้อม ๆ กัน

“เส้นสมมติ” ทำให้ผมคิดถึง “หัวกลวงในหลุมดำ” ผลงานที่ออกมาใกล้ ๆ กันในช่วงนั้น เพราะผมรู้สึกถึงชุดการนำเสนอแบบเดียวกันที่ว่า ไม่ว่าโลก สังคม ธรรมชาติ จะถูกมองแบบไหน จะตกต่ำขนาดไหน แต่ก็ขอให้จำไว้เสมอว่า ความงดงามของ “ความเป็นคน” และคุณค่าของ “การมีชีวิต” เพื่อสิ่งที่ดีงามและมีคุณค่านั้น ยังมีอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนแสงสว่างท่ามกลางวิกฤติโลก วิกฤติสังคม วิกฤติคนที่ดูจะมืดมนนัก

ผมคิดว่า แสงสว่างของความเป็นคนเหล่านี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ “เส้นสมมติ” ที่เกิดขึ้นเพื่อแบ่งชาติ แบ่งเผ่าพันธ์ แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งฉัน แบ่งเธอ มิอาจกลายเป็น “เส้นกั้นในความเป็นจริง” ได้ ในขณะเดียวกัน เส้นเหล่านี้ก็พร้อมจะมลายหายไป ด้วยความดีงามของหัวใจมนุษย์นั้นแล

ดีใจที่ได้อ่านเล่มนี้

วิเศษณ์นิยม

Advertisements