ที่จริงเรื่องแบบในกระทู้สุดร้อนแรงจากพันทิป http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D12461079/D12461079.html นี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเกิดมานาน พูดถึงกันแบบไม่ดังมากกันมานาน แต่พอมีคนมาจุดด้วยความเผ็ดร้อนประมาณนึง กระแสที่ทุกคนเก็บไว้ จึงถูกปลดปล่อย ผ่านการด่าทอ เหน็บแนม ประชดประชัน รวมทั้งความพยายามทำตนให้ดูดี ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะเสียงมันไปทางเดียวกันแล้ว เถื่อนแค่ไหนย่อมไม่ผิด 😛

ผมเองก็ประสบเรื่องนี้กับตัวในหลาย ๆ บทบาท ทั้งเป็นคนที่ไปนั่งซะเอง คนที่ไปซื้ออาหารของร้านนั้นกินแล้วหาที่นั่งไม่ได้ คนที่เลือกที่จะเข้าหรือไม่เข้าร้านจากประมาณคนกลุ่มแรก และคนที่บ่นแกมเหน็บแนมกับกลุ่มคนดังกล่าวนี่แล

ว่าแต่ทำไมคนถึงไม่พอใจกันนักล่ะ… ผมจะลองไล่เหตุการณ์ดูครับ

ในเบื้องต้น ปัญหาน่าจะเกิดจากเหตุการณ์เหล่านี้ป๊ะกันพอดี

  • นักเรียน+นักศึกษา ใช้พื้นที่และเวลา ในร้านกาแฟ หรือร้านฟาสฟู้ด ในการอ่านหนังสือ เข้าใจว่านานกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ร้านดังกล่าวไม่มีนโยบายจำกัดเวลา แม้ในช่วงลูกค้าเยอะ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ไล่ เข้าใจว่าทำไม่ง่ายนัก
  • ลูกค้าที่เข้ามาเพียงเพื่อรับประทานอาหารของทางร้าน ไม่สามารถหาที่นั่งกินได้
  • เมื่อมองไปพบว่าโต๊ะส่วนใหญ่ถูกจับจองด้วยนักเรียน โดยไม่เห็นอาหารของทางร้านอยู่บนโต๊ะมากนัก
  • อารมณ์หมั่นไส้กับนักเรียนเหล่านั้น เกิดขึ้นในจิตใจ แต่ทำอะไรตรงนั้นไม่ได้ จึงมาระบายผ่านคีย์บอร์ด
  • สตาร์บัคส์สาขาหนึ่ง ออกประกาศเรื่องการจัดการลูกค้าที่ซื้อน้อยแต่นั่งนาน ทำให้ฝูงชนที่อัดอั้นตันใจ รู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายถูก
  • ฝูงชนจำนวนหนึ่งสามารถกล่าวโทษ กล่าวร้ายต่อนักเรียนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างสะดวกใจ เพราะมีแต่คนเห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วยคงมีแต่คงไม่มีใครสนใจ
  • คนที่เกือบกล้าจะแสดงออกเรื่องนี้ ก็กล้ามากขึ้น ด้วยพลังของฝูงชน ที่พร้อมจะบอกว่า ถูกแล้วที่จะด่าพวกมัน

จึงเป็นบ่อเกิดดราม่านี่แล…

ถ้ามองดูความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ย่อย ๆ เหล่านี้ ก็จะเห็นว่าการจะกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนผิดนั้น ไม่ง่ายเลย เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น แต่น้ำหนักของแต่ละเหตุปัจจัยก็ไม่เท่ากัน ซึ่งก็พอทำให้รู้ว่า ส่วนไหนควรแก้ขนาดไหน

เรื่องการ “เลือก” สถานที่อ่านหนังสือ+สอนหนังสือ นั้นสำหรับผมดูจะเป็นเรื่องใหญ่สุดในดราม่านี้ เพราะส่งผลต่อที่นั่งที่เหลือ และเวลาของร้านโดยตรง ต้องยอมรับว่าการที่เลือกที่ไหนนั้น มันเป็น “ตัวเลือก” ที่ดีที่สุด เท่าที่น้อง ๆ จะหาได้ตอนนั้น รู้ตอนนั้น แล้ว ทำให้ไม่แปลกที่ McDonald จะโดนหางเลขเยอะสุด เพราะบรรดาร้านที่เป็นที่รู้จัก ก็ถือว่าใช้เงินต่อครั้ง น้อยกว่ากลุ่มร้านกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงลักษณะร้านที่กว้างขวาง ก็ทำให้ง่ายที่รู้สึกว่า น่าจะเอื้อต่อการอ่านหนังสือ ในขณะที่ร้านกาแฟเช่นสตาร์บัคส์ ใช้เงินต่อครั้งสูงกว่า จึงพบเห็นน้อง ๆ ที่ดูจะ “มีตังค์” ตามร้านพวกนี้มากกว่า (ซึ่งง่ายมากที่จะถูกหมั่นไส้)

โครงสร้างของเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพ ก็โคตรเอื้อเลยที่จะให้นักเรียนต้องหาที่อ่านหนังสือ+สอนหนังสือ เพราะสถานศึกษามีสิ่งแวดล้อมที่หนาแน่น ขาดพื้นที่และ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อกับการอ่าน ซึ่งต่างกับนอกกรุงเทพ ฯ ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ (แถมเงียบด้วย) บวกกับการอ่านเป็นกลุ่มตามบ้านที่ทำได้ลำบาก เพราะขนาดที่อยู่อาศัยเฉลี่ยคับแคบ รวมถึงวัฒธรรมคนเมืองที่ sense ของการไปมาหาสู่กันตามบ้านนั้นน้อยกว่า และอีกอย่างคือวัฒนธรรม hang out ที่ถูกทำให้ดูดีทันสมัยมีระดับ รวมกันนี้ บวกกับ พื้นที่อ่านหนังสือแบบสาธารณะ ไม่ว่าจะของรัฐ หรือเอกชนนั้น ก็น้อยนิด ทำให้ ร้านอาหารที่เป็นที่รู้จัก ในย่านที่เป็นที่รู้จัก ถูกจับจองโดยน้อง ๆ อย่างง่ายดาย

ผมเป็นห่วงว่า น้อง ๆ ในต่างจังหวัด จะรับเอาวัฒธรรมนี้ไปใช้ แม้ว่าในพื้นที่ของตัวเอง จะมี พื้นที่อ่าน + สิ่งแวดล้อมที่เอื้อ ที่ดีพร้อมก็ตาม

ตัวผมเองก็เคยไปนั่งอ่านหนังสือ + สอนพิเศษ ตามร้านฟาสต์ฟูด หรือร้านกาแฟมาบ้าง ก็พอจะสังเกตุตัวเองและมาเล่าให้ฟังเป็นประเด็น ๆ ได้ดังนี้

  • สถานที่เหล่านี้ไม่เงียบเลย มีสิ่งรบกวน เยอะมาก เสียงลูกค้า พนักงาน เครื่องคิดเงิน กลิ่นซอส กลิ่นอาหาร เสียงเครื่องชงกาแฟ ดนตรีเพลงที่ชวนให้เสียสมาธิ
  • ใช้เงิน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ตามความรู้สึกผิดที่มาใช้สถานที่และเวลาของร้าน ถ้ารู้สึกผิดหน่อยที่นั่งมานาน ก็สั่งเพิ่มนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้หิวหรอก แค่เกรงใจ
  • หิ้ว material ไปเยอะ แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ เวลาใช้ไปกับการคุยกับคนที่ไปด้วยมากเหมือนกัน
  • wi-fi ไม่ทันใจเวลาจะค้นอะไร ไม่เอื้อ

ผมคิดว่า การหาสถานที่ดี ๆ อ่านหนังสือในสิ่งแวดล้อมแบบนี้นั้นโคตรท้าทาย

บ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีทุกอย่างพร้อม อาหารฟรี อินเตอร์เน็ตเร็ว ปลอดภัยของไม่หาย ไม่ต้องแต่งตัวอะไรมาก แต่เรามักจะตกร่องของความสบายเมื่ออยู่ที่บ้าน เมื่ออยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ โดยเฉพาะที่ทำงาน ถ้าเราใช้โต๊ะเพื่อการ “เล่น” ด้วยแล้วนั้น ก็ยิ่งยากที่จะควบคุม ตัวเองในการไม่ให้ตกร่องเข้าไปอีก (ทำให้หลายคนตัดสินใจออกไปหาพื้นที่ ข้างนอก เพราะเชื่อว่าความไม่คุ้นชินจะทำให้ตัวเองอ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น ซึ่งรู้ ๆ กันอยู่ว่าผลมันตรงกันข้าม)

ส่วนมหาวิทยาลัย ของผมค่อนข้างร่มรื่นและเงียบประมาณนึงในวันหยุด (แต่วันธรรมดาก็จอแจจากคนจำนวนมาก ห้องสมุดถูกใช้เป็นพื้นที่นันทนาการไปด้วย รวมถึงตลาดนัดที่เบียดเบียนพื้นที่ผ่อนคลาย) อาหารราคาถูก แต่ห้องสมุดแอร์เย็นมากจนตาแห้งแดง อินเตอร์เน็ตห่วย แต่ข้อดีคือเป็นสังฆะสถานที่ดีในการอ่านด้วยกัน ทุกคนคุ้นเคยกับสถานที่นี้

สวนสาธารณะ ดีทุกอย่าง แต่ไม่มีโต๊ะ ไม่มีปลั๊กไฟ ควบคุมลมที่จะพัดหนังสือปลิวว่อนไม่ได้…

ห้องสมุดของรัฐ น้อย ไกล กินอาหารไม่ได้ อยู่ดึกไม่ได้

ห้องสมุดของเอกชน…อ้อ ลืมไป ประเทศไทยเค้าไม่ลงทุนกับห้องสมุดหรอก 😛

จะไปไหนดี…

ในเคสการอ่านคนเดียว การทำให้ตัวเอง อ่านหนังสือที่บ้าน ได้อย่างมั่นคงนั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เด็ก ๆ ควบคุมตัวเองได้ เงินก็ประหยัดไป ร้านก็มีที่ให้ลูกค้านั่งรับประทาน แต่ก็นะ…วัยนี้ การควบคุมเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันทำย๊ากกกยาก

ส่วนการอ่านเป็นหมู่คณะ… ต้องเป็นการบ้านของสถานศึกษาแล้ว ว่าจะจัดหาพื้นที่ + สิ่งแวดล้อม ให้นักเรียน+นักศึกษา ของตนอย่างไร มีบรรยากาศที่เราโหยหาเช่น ม้าหินใต้ต้นไม้ ห้องประชุมเล็ก ๆ สำหรับคุยงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก (ที่จำเป็น) พร้อม ได้หรือไม่และอย่างไร

จะว่าไปก็น่าเห็นใจนะครับ ถ้าน้อง ๆ เหล่านี้จะโดนด่า (เฉพาะในสังคมออนไลน์) เพียงเพราะความรู้ที่จำกัดในการหาพื้นที่อ่านหนังสือ เรื่องนี้จัดการได้ครับ ถ้าเรามาคิดหาทางจัดการด้วยกัน มากกว่าการด่า ๆ ด้วยความหมั่นไส้ นี่แค่เสนอแก้แค่ปมสองปม ยังต้องใช้พลังในการแก้ปัญหาขนาดนี้ นี่ยังไม่รวมปัญหาอื่นอีก เช่น เส้นบาง ๆ ในการจัดการความรู้สึกลูกค้า หรือกระแสด่าได้ไม่ผิดในสังคมออนไลน์ ที่ไม่ว่าปัญหาได ก็จะมีเรื่องนี้ไปเสริมอยู่เรื่อย

แต่ยังไง ก็ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน รู้ว่ายาก แต่ทำเถิด เกิดผลดีระยะยาว

พื้นที่ต่อจากนี้ก็ชวนกันมา discuss กันนะครับ ยินดีมากก ๆๆๆ

สู้ ๆ นะครับทุกคน

ปล.คนที่ไปนั่งคุยงานไม่นานกาแฟคนละแก้วนั่นก็ทำไปเถอะครับ ทางร้านเค้ากะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าจะอยู่ในร้านอยู่แล้ว

ปล.2 ผมอ่านหนังสือในส้วมแล้วโคตรมีสมาธิเลย

edit-แก้คำผิด และลดการใช้ภาษาต่างประเทศอย่างไม่จำเป็น

Advertisements