สวัสดีครับพี่น้อง หลังจากเปิดเทอมมาการกินอ้อร้ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันของผม ก็มีอันต้องตะกุกตะกัก ด้วยเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง แต่ก็นะ ถ้ามีเวลา ยังไง๊ยังไงก็ต้องไปกินอะไรอ้อร้อ ๆ มาฝาก มาบอกเล่าให้ท่าน ๆ ผู้ชมได้รับรู้เผื่อเป็นแนวทางในการตอบคำถามว่า “เย็นนี้กินไรดี(ฟระ)” กันนะครับ

ที่มาของมื้อนี้มันก็เรียบง่ายมากเลยครับ คือ “อยากกิน Gratin” (ใครไม่รู้จัก Gratin ก็คอยดูละกัน) เลยลองหาดูในเน็ตว่า ที่ไหนพอจะ offer more than acceptable taste Gratin บ้างก็เลยเจอที่นี่แหละครับ ใกล้บ้าน แถมเมนูอื่นก็น่าลิ้มลอง ไม่รอช้าครับ หาคนกินด้วยแล้วก็ไปกันเลย สิริเวลาในการหาและเลือกร้านเพียง 30 นาทีเท่าน้าน!

“อยากกิน Gratin”

Polka Dot Café เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Aree Garden ตรงข้ามกระทรวงการคลัง ซอยอารีย์ครับ ถ้ามาจากเส้นพระราม 6 ก็เลี้ยวเข้าตรงที่มีป้ายสำนักงานเขตพญาไทได้เลย เข้ามาแล้วร้านจะอยู่ชั้น 2 ร้านตกแต่งเหมือนชื่อคือ ทุกสิ่งอย่างเป็น polka dot หมด ซึ่งฉลาดมากเพราะมันทำให้น่าถ่ายรูปไปหมด (สาวก Instagram คงถ่ายกันมันส์) ส่วนตัวร้านไม่ใหญ่มากครับ แต่ติดอย่างนึงคือ ควันอโรม่าให้หอม ๆ ในร้านมันฉุน จนรู้สึกแปลก ๆ ในช่วงแรก แต่กิน ๆ ไปก็ชินเองครับ

แนวอาหารของร้านนี้ก็เป็น European fusion ครับ เพราะจะไม่อิตาเลียนหรือฝรั่งเศสจ๋ามาก จะมีวัตถุดิบแบบตะวันออกแซมเข้ามาบ้าง สั่งมา 4 เมนู เครื่องดื่มขอ something more than tap water นั่นคือ Ginger Ale มาเรียกน้ำย่อยครับ ไม่นานอาหารก็ทยอยเสริฟแบบเป็นลำดับครับ

เมนูแรก “แอปเปิ้ลเขียวพันพาร์มาแฮม” เรียกน้ำย่อยครับ ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีแล้ว มันก็โอมากครับที่จะตัดพาร์มาแฮมที่เค็ม ด้วยผลไม้รสเปรี้ยว หรือหวานสดชื่น (เช่นเมลอนที่ติดใจจาก Vino) แต่ปัญหาของจานนี้คือพาร์มาแฮมครับ พาร์มาแฮมให้ความรู้สึกแห้งแล้ง แห้งกรัง ไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย รสของเนื้อด้อยไปนิดนึง แต่ได้เปรี้ยวฉ่ำของแอปเปิ้ลเขียวมาเติมเต็มก็พอไหวครับ กินเพลิน ๆ ไว้เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว เอาไป 5.5/10

เมนูต่อมา “สลัดกุ้งหมักย่าง” พูดแยกกันระหว่างผัก กับกุ้ง ส่วนผักนั้น กำลังดีครับ ไม่ superior แล้วก็ไม่ร้าย ๆ เพราะเป็นน้ำสลัดสายชูดำผสม poppy seed ธรรมดา ผักก็ตามสเต็ปไม่หวือหวา ขอโฟกัสที่กุ้ง กุ้งผ่านการหมักเครื่องเทศแล้วเอาไปย่างให้รสหวานหอมดี “มีอะไร” ทีเดียวครับ สังเกตุในรูปว่ากุ้งถูกวางบนมะเขือเทศ ขอเตือนนะครบว่า อย่ากินทั้งตั้งนั้นรวมกันเป็นอันขาด เพราะรสกุ้งจะโดนมะเขือเทศชิ้นโตกลืนหมด ให้กินกุ้งก่อน แล้วค่อยผักตามครับ ส่งเสริมกันดี จุดติของจานนี้คือ มันสุดยอดมากเลยถ้ากุ้งตัวใหญ่กว่านี้ซักหน่อย ถ้าจะสุดโต่งก็คือ ล็อบเสตอร์ตัวแม่งเลย ฟินคาโต๊ะแน่นอน จานนี้เอาไป 7/10

อย่ากินทั้งตั้งนั้นรวมกันเป็นอันขาด เพราะรสกุ้งจะโดนมะเขือเทศชิ้นโตกลืนหมด

หลังจากเรียกน้ำย่อยจากพม่า เอ๊ย พาร์ม่าแฮม และสลัดแล้ว ถึงเวลาพาสตาครับ อันที่มาก่อนก็คือ “ลิงกวีนีซอสเพสโตปั่นเอง” อันนี้ผมกึ่งชอบกึ่งไม่ชอบครับ จุดที่ชอบก็คือ texture เวลากินครับ ซอสเพสโตที่ปั่นเองยังมีการกระจุกของผักปั่นที่ยังเหลืออยู่ รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ทำเองจริง ๆ แต่จุดที่ไม่ชอบก็คือ มันไม่เด่นเลยครับ รสกลาง ๆ ไม่เค็มไปหวานไปจืดไป อีกอย่างคือ ใส่น้ำมันตอนผัดน้อยไปนิดครับ คลุกแล้วติด กินยากไปนิดนึง จานนี้เอาไป 6/10

และ…ท่านลืมหรือยังว่าผมมากินอะไร มันมาแล้วครับ “มะกะโรนีกราแต็งเบคอนเห็ด” หน้าตาดีมากครับ ชีสหนากำลังดี ไหม้หน่อย ๆ พอหอม รอดูไม่ไหวแล้วครับ แดกแม่ง ปรากฏว่า เกือบฟินครับ กราแต็งจานนี้ก็ตอบโจทย์ความคิดถึงกราแต็งของผมได้ถูกทุกข้อ มะกะโรนี เห็ด เบคอน ซอสขาว ชีสชั้นหนา ทำงานเป็นทีม ก่อเกิดความพีงพอใจระดับจิตวิญญาณ และผ่อนคลายครับ ทุกอย่างมาแบบกำลังดี ไม่หวือหว่า แต่อบอุ่น เรียบง่าย ติดนิดเดียวครับ ถ้าจะเปลี่ยนจากเกือบฟิน เป็นฟิน ขอซอสขาวให้ข้น ๆ เยิ้ม ๆ หน่อย แต่แค่นี้ก็โอมากแล้ว เอาไป 8.5/10

ฮู่ว! ถือว่าพอสมควรสำหรับของคาว ไม่รอช้าต่อด้วยของหวาน เพราะแอบเห็นตั้งแต่สั่งของคาวแล้ว จัดมาครับ “ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงคู่กับวิปครีม” ยกมาทีแรกตกใจนึกว่าชมพู่มะเหมี่ยว เป็นลูกแพร์ปอกเปลือกสีแดงสดเพราะไวน์แดง มาคู่กับวิปคริมและเมล็ดอัลมอนด์ฝานให้ทานคู่กัน ผมบรรจงเอามีดตัดเนื้อลูกแพร์กินอย่างในเย็น พอเข้าปากเท่านั้นแหละ “อาาาาาาาห์” สดชื่นครับ สดชื่นจริง ๆ ความสากจาก Sclerenchyma ในเนื้อแพร์มันเหลือเพียงน้อยนิด เหลือแต่ความนุ่มหวานฉ่ำของซอสไวน์แดงรสหวาน (แต่ไม่หวานไป) ที่ซึมเข้าไปถึงเนื้อใน ก่อเกิดความพึงพอใจในปากอย่างสูง จุดติจานนี้ก็หนีไม่พ้นวิปครีมครับ นอกจากจะให้มาน้อยแล้ว รสชาติยังบ้าน ๆ มากอีกด้วย ถ้าเป็นผม ผมจะเลือกของ Anchor สูตรสีแดง มาแทนตัวนี้ และให้เยอะกว่านี้มันจะโอกว่านี้มากเลยครับ เมนูนี้เอาใจผมไปเลย 8/10

ความสากจาก Sclerenchyma ในเนื้อแพร์มันเหลือเพียงน้อยนิด

กินเสร็จก็เช็คบิล ราคาส่วนใหญ่ของร้านนี้จะอยู่ประมาณเมนูละ 200 บาทครับ ส่วนเมนคอร์สนั้นจะประมาณ 3XX บาท ทำให้มื้อนี้สิริรวมอยู่ที่พันต้น ๆ ก็ถือว่าโอเคละครับสำหรับประสบการณ์ (โดยเฉพาะกราแต็งกับลูกแพร์) ประมาณนี้ ถามว่าจะมาซ้ำไหม ผมก็กลาง ๆ นะครับ เพราะก็ยังมีเมนูชวนให้มา explore อีก แต่ก็เสี่ยงที่จะเจออะไรคล้าย ๆ ความแห้งกรังจากพาร์มาแฮมอีก

ว่าจะกินแค่นี้แล้วเชียว เนื่องจากฝนตก เลยขอจิบ Horgaarden Rosé ที่ HOBS ก่อนกลับละกันครับ วันนี้มาเย็นเฉียบจริง ๆ ชื่นใจมาก ๆ เอาใจไป 10/10 เลยครับ 555 อันที่จริงมันก็ทำให้ผมเขียนบทความนี้ด้วยความรวดเร็วได้ด้วยเช่นกัน

ได้กลับมาเขียนอะไรแบบนี้ก็ก็เติมพลังดีเหมือนกันนะ ในยามที่ต้องการพลังในการตั้งใจล่าเงินล้านแบบนี้

สวัสดีครับ

ปล. ถึงวันแล้วจะมาเล่าการล่าเงินล้านให้ฟัง…

อธิบายระบบคะแนน: คะแนนเต็มสิบที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่ arbitrary มาก ๆ วัดตามความพึงพอใจจากการกินโดยรวมทั้งรสชาติ บรรยากาศ และปฎิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของเมนู เอาเป็นว่าตามใจผมละกัน คะแนนมากก็พอใจมาก แค่นั้นแหละครับ อิอิ 

Advertisements