ที่จริงหลังจากได้ลิ้มลองราเม็งสูตรซุปไก่จาก Kibi แห่ง Ramen Champion แล้วนั้นผมก็ยังไม่กลับซะทีเดียว ผมและคุณน้องก็ได้แบกพุงอันอิ่มแปล้ (แต่ยังสแปร์ไว้สำหรับของหวานได้) ไปยังอาคาร The Opus ปากซอยทองหล่อ 10 ตามลายแทงแสนจะเย้ายวนของ อาจารย์พี่ปอมที่เคารพ มายังสถานที่ที่รับรองว่า ผู้หลงไหลในศาสตร์ของคาเคานั้น ต้องอาปากค้าง เพื่อรอการบำบัดอาการ Choco-a-holic  ที่นี่เป็นแน่แท้

ถ้าหากเป็นแฟนพันธ์แท้ทองหล่อก็คงรู้จักร้านนี้กันทุกคน ผมเองก็เล็งมานานแล้วจากรีวิวที่ต่าง ๆ และเฝ้ารอวันนี้ที่จะได้มาลิ้มลอง ผมกำลังพูดถึง Bianco Nero ร้านที่สร้างมาเพื่อมอบความสุขสมให้ผู้รักช็อคโกแล็ต อย่างแท้จริง

เพียงหน้าร้านก็รู้แล้วว่าขายช็อกโกแล็ต ด้วยการตกแต่งเหมือนช็อกโกแลตแท่ง เพดานที่เหมือนช็อกโกแลตหยดแทบจะเอาลิ้นไปรองนั้น รับรองได้เป็นอย่างดีว่า ประสบการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ต้องเต็มอิ่มแน่นอน

เมื่อเข้ามาในร้าน เชฟบาร์ท หรือ Mr. Bartolomiej Czarnowski ก็เอ่ยคำต้อนรับอย่างเป็นมิตร พร้อมกับแนะนำเมนู ตอบทุกข้อสงสัยที่นักกินเรื่องมากอย่างผมและคุณน้องอยากจะถามโดยไม่รำคาญ สเน่ห์ของชาวยุโรปที่พูดไทยได้นั้น ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นมิตรของร้านนี้ได้เป็นอย่างดี จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าจะสั่งอะไร ซึ่งใช้เวลาไม่ช้าไม่เร็ว ทั้งเครื่องดื่ม และขนม ก็ถูกเอามาเสิร์ฟตรงหน้า ให้ได้อ้าปากค้างงงง

ท่ามกลางหลากชนิดของเครื่องดื่มในเมนู วันนี้ผมขอสั่ง Swiss 65% Maracaibo Bittersweet Chocolate ร้อน ๆ เสิร์ฟพร้อมมาร์ชเมลโล่ขนาดน่ารัก โดยความพิเศษของแก้วนี้คือ เมล็ดโกโก้จาก Venezuela และมีการผสมกลิ่นดอก Orange blossom อบเชย และลูกเกดด้วย เมื่อได้ยกจิบ สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ ความหวานข้น ที่กรุยทางให้ช็อคโกแล็ตรสนวลและเข้มข้นนั้น ได้แทรกซึมเข้าสู่ taste bud และ nasal sensory cell ของผมอย่างถั่วถึง ยิ่งเมื่อทานกับมาร์ชเมลโล่ที่ให้มานั้น ก็ยิ่งหวานมากขึ้นอีก โดยรวมแก้วนี้นั้นสำหรับผมอาจจะข้นและหวานไปหน่อย ถ้าอากาศภายนอกหนาวกว่านี้แบบบน Swiss Alps ละก็ แก้วนี้คงจะเหมาะไม่น้อย

ส่วนของคุณน้องมาเป็น Spanish 59% Chocolate ที่ใช้เมล็ดโกโก้ Criollo และ Trinitario จาก Peru พร้อมปรุงด้วยกลิ่นผลไม้แห้งหลากชนิด ซึ่งจากการไปจิบขอบอกว่า แก้วนี้กลับถูกจริตผมมากกว่าแก้วของตัวเอง เพราะสไตล์ที่รู้สึกนั้น คือเนื้อสำผัสที่ไม่ข้นไม่เหลว โปร่ง และไม่หวานเกินไป พร้อมที่จะหลีกทางให้กลิ่นรสของช็อกโกแล็ตนั้นปะทะผมได้เต็ม ๆ แบบพอดี ๆ การดื่มคู่กับมาร์ชเมลโล่สีขาวนวลนั้น จึงไม่มีความเคอะเขินในความเลี่ยนแต่อย่างใด แก้วนี้เหมาะกับบรรยากาศฝนพรำ ๆ ทีเดียวเลยครับ

ก่อนที่จะพูดถึงขนมนั้น นอกจากช็อกโกแลตร้อน ๆ ที่เชฟบาร์ทนำเสนอแล้วนั้น ยังจะมีชานานาชนิด ให้ได้ลิ้มลองกันด้วย โดยเฉพาะชาช็อกโกแล็ต ที่เพียงได้ดมก็ฟินแล้ว ผมได้ชิมมา 1 ชาครับ คือ Oriental Tea ที่มาข้าง ๆ ช็อกโกแล็ตร้อน ขอบอกว่า ประทับใจมากครับ ชานั้นมีความหอมของดอกไม้ และผลไม้ ให้ความโปร่งใสสบายและเป็นมิตร เหมือนคอยผ่อนคลายผมจากความข้นของ 65% Swiss ที่หนักหน่วงเป็นปลิดทั้ง ทั้งผมและน้องต่างก็ประทับใจ ซดไปยิ้มไป

และแล้วขนมก็มาครับ บร๊ะจ้าว Chocolate Crepe with Strawberry Sauce ชิ้นโต แป้งเครปนั้นผสมช็อกโกแลต ให้สีเข้มแต่รสไม่เกินหน้าเกินตามาแบบอุ่น ๆ ไม่ทำทิ้งไว้ ภายในสอดใส้ด้วยวิปครีมรสหวานกลาง ๆ ไม่เลี่ยนเกินไป ทั่วตลอดทั้งชิ้น ส่วนข้างหน้า ราดด้วยช็อกโกแล็ตรสทานง่าย และที่สำคัญคือ strawberry sauce เคี่ยวเองที่เปรี้ยวนำ หวานตาม และขอบอกว่าให้อารมณ์โปร่งใส เข้ากับความหวานมันของครีม และความนุ่มกำลังดีของแป้งเครปกลิ่นช็อกโกแลตได้เป๊ะ ๆ สัมผัสแรกของการทำงานในปากเป็นทีมของจานนี้ ทำให้ผมเบิกตาและเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว

สัมผัสแรกของการทำงานในปากเป็นทีมของจานนี้ ทำให้ผมเบิกตาและเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ระหว่างที่ดื่มด่ำกับทั้งบรรยากาศ อาหารตรงหน้า และตามดมชาในร้านซะเยอะแล้ว เชฟบาร์ทก็เอาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากให้ได้ลอง นั่นคือ 96% Chocolate Chip ขนาดเท่าเหรียญสิบมาให้ทดลอง ด้วยความที่เปอร์เซ็นต์มันเยอะมากจนถือแล้วไม่มันมือ รสชาติที่เกิดขึ้นนั้น จึงเกิดแบบเต็ม ๆ ความเข้มข้นของช็อกโกแล็ต ทำให้ผมได้สัมผัสกับความสากของเมล็ดโกโก้สด ๆ ความเปรี้ยวที่เป็นธรรมชาตินึกถึงอะไรที่เป็นธรรมชาติ ไม้ ๆ ทุกอย่างมันเต็ม ไปถึงสมอง เหมือนจิตวิญญาณของผมได้ถูกชะล้างด้วยช็อกโกแล็ต เกิดความเคลิ้มสุขชั่วขณะ บ้างก็เกิดความตื่นเต้นตาโตทั้ง ๆ ที่นั่งบนเบาะนุ่ม ๆ ในร้านนั่นแหละ

เหมือนจิตวิญญาณของผมได้ถูกชะล้างด้วยช็อกโกแล็ต เกิดความเคลิ้มสุขชั่วขณะ

และแล้วมื้อนี้ของผมกับคุณน้องก็จบลง สำหรับผมถึงแม้ผมจะไม่ได้ซด 100% Bitter Hot Chocolate แต่ Bianco Nero ก็มอบประสบการณ์การลิ้มลองช็อกโกแล็ตเต็มรูปแบบให้กับผมแบบ 100% ไม่มีข้อโต้แย้ง ทั้งช็อกโกแล็ตร้อนที่เข้มข้น ชากลิ่นเริ่ด เครปที่อลังการแต่ลงตัว และอัธยาศัยของเชฟบาร์ท ทำให้ผมคิดว่า นี่คงเป็นแค่ครั้งแรกสำหรับผมเท่านั้น ที่จะมาเยือนร้านนี้ เพื่อ explore the world of chocolate ที่เชฟบาร์ทนำเสนอในครั้งต่อไป เป็นแน่แท้

ผมกลับบ้านด้วยสมองที่เต็มไปด้วยช็อกโกแล็ต และเชื่อว่ามันก็จะเกิดขึ้นกับท่านผู้อ่านเช่นกัน ถ้าได้ไปลิ้มลอง

Where?

Bianco Nero ชั้น 2 อาคาร The Opus Thonglor บริเวณปากซอยทองหล่อ 10 ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพ

โทร 087 688 0765 หรือ 02 714 9368 และ facebook page ที่Bianco Nero

Advertisements