ที่จริงผมควรจะอัพบล็อกตอนนี้ตั้งแต่เมื่อวานล่ะ แต่มัวปล้ำใส่แผนที่ให้รีวิวร้านหยิ่วกี่อยู่ กว่าจะค้นพบ solution ก็วันนี้แล้ว ผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะโดนยั่วจาก Instagram @wsnjournal ไปเมื่อวานถึงเค้กที่แสนน่ารักของร้านนี้ วันนี้ผมจะพามาเจาะลึก ว่าร้านนี้มีดีอะไร เค้กอร่อยมั้ย กาแฟอร่อยมั้ย น่านั่งรึเปล่า และอะไร…ที่ทำให้ผมลืมไปแล้วว่า ผมมาร้านนี้ เป็นครั้งที่เท่าไหร่

ร้าน Blue Cottage by Four Sister ตั้งอยู่ถัดจากหยิ่วกี่นั่นแหละครับ ปากซอยประดิพัทธิ์ 10 เป๊ะ ๆ เลย มองจากข้างนอกเห็นไม่ยากครับ เพราะร้านติดกระจกเห็นการตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ และโลโก้ร้านติดกระจกแบบในรูป เห็นชัดเจน ไม่ผิดร้านแน่นอนครับ ถ้าไม่เห็นแสดงว่าร้านปิดแล้ว (ปิด 6 โมงเย็น)

เมื่อเข้ามาในร้าน จะพบกับความน่ารักครับ คำนี้เลยครับ น่ารัก ทั้งร้านถูกตกแต่งในสไตล์อังกฤษ วินเทจ ๆ ด้วยไอเทมน่ารัก ๆ รวมทั้งผลงาน Decoupage ที่ทางร้านเปิด workshop ให้ทำเป็นหลักด้วย ทั้งเก้าอี้ โต๊ะ ถ้าสังเกตุ ก็ถูกประดับตกแต่งเป็นสไตล์เดียวกัน มองแล้วไม่ขัดตา

มาที่โต๊ะขนม สาระสำคัญของวันนี้ดีกว่าครับ ผมชื่นชมเจ้าของร้านจริง ๆ ที่เอาใจใส่ในทุกรายละเอียด แม้แต่ที่วางขนม ก็ถูกตกแต่งอย่างประณีตตามสไตล์ของร้าน ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน ทางร้านจึงจำเสนอขนมที่มี element ของความเป็นผลไม้ และความเบาสบายทานง่าย เพื่อผ่อนคลายอารมณ์มิให้ร้อนตามอากาศ เนื่องจากมีผู้ช่วยทาน เลยจัดมาสองอย่างนั่นคือ Red Velvet Cupcake และ Japanese Cheesecake with Homemade Strawberry Sauce และลาเต้เย็น ๆ ซักแก้ว ไม่นาน คัพเค้ก ชีสเค้ก และกาแฟ ก็ถูก present อยู่ตรงหน้าผม

ดูซิครับ ขนาดเอามาเสิร์ฟ ยังน่ารักเลย ทั้งจาน ช้อน ทิชชู่ แก้วกาแฟ ทุกอย่างถูกเลือกมาให้เข้ากัน เกิดความลงตัวทางสายตา กระแสประสาทบอกให้ผมหยิบช้อนเพื่อชิมอย่างไม่รีรอ แต่…อุ๊ย ขอเก็บ visible taste นี้ไว้ด้วยกล้องน้อง 4s น้อย ๆ ก่อนนะครับ อิอิ

ทุกอย่างถูกเลือกมาให้เข้ากัน เกิดความลงตัวทางสายตา

สำหรับอันแรก Red Velvet Cupcake ที่เจ้าของร้านภูมิใจนำเสนอ ด้วยการปรับปรุงสูตรจาก Hummingbird Bakery จนเป็นสูตรของตัวเอง ตัวคัพเค้กเป็นสปันจ์เค้กช็อกโกแลตผสมสีแดงให้สีแดงเข้มไฮโซมาก เนื้อเค้กมีทั้งความนิ่ม ละเอียด แต่ก็เข้มข้น ความชื้นกำลังดีไม่ร่วนไม่แฉะ รสชาตินั้นมาแนวสมดุล หอมมัน และที่สำคัญ ไม่หวานมาก ทำให้ทานง่าย ไม่เลี่ยน ส่วนครีมข้างบนก็เนื้อบางเบาแต่เข้มข้นในตัว ทานคู่กับเนื้อเค้กให้เกิดความพึงพอใจได้ไม่ยาก บวกกับ presentation ที่สวยงาม เมนูนี้ น่ารักทั้งหน้าตาและรสชาติครับ 😉

และที่ตามมาติด ๆ ก็คือ Japanese Cheesecake ถามว่าแตกต่างจากชีสเค้กทั่วไปอย่างไร Japanese cheesecake นั้นเนื้อจะมีความเป็นเค้กขึ้นมาครับ เพราะตีไข่ขาวลงไปด้วย ทำให้เมื่อเทียบกับชีสเค้กทั่วไป อันนี้จะทานง่าย เบาสบาย ไม่เลี่ยนครับ ตัวรสของชีสเค้กนั้น ขอบอกว่า ถึงแม้จะมีความฟูเบาของเค้กอยู่ แต่ความหอมและรสของชีสนั้น ยังอยู่ครบถ้วนครับ และเช่นเคย เจ้าของร้านก็ลดความหวานลงไม่ให้มากเกินไป เพื่อให้ความหอมอื่น ๆ ในเนื้อเค้กนั้น ได้เสริมกับ Strawberry Sauce เคี่ยวเอง ที่เข้มข้นด้วยกลิ่น รสเปรี้ยวนำหวานตามได้เป็นอย่างดี ขอบอกว่า เมื่อตักทานไป 1 คำ จะเกิดมนต์สะกด ให้ตักคำต่อไปโดยไม่รูตัวจริง ๆ ครับ

 เมื่อตักทานไป 1 คำ จะเกิดมนต์สะกด ให้ตักคำต่อไปโดยไม่รูตัว

ส่วนกาแฟนั้นทางร้านไม่ได้เน้นมาก แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานครับ ถูกชงอย่างพอดี ๆ ทานกับเค้กก็ทำให้รสเค้กเด่นไม่ไปกลบกันแต่อย่างใด และดูแก้วซิครับ presentation ร้านนี้กินขาดจริง ๆ

เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้การดื่มด่ำกับขนม และกาแฟที่อยู่ตรงหน้านั้นจะหมดไปแล้ว ผมก็ยังคงนั่งอยู่ในร้าน เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ การตกแต่ง และเพลงทำนองคุ้นหู ที่เปิดในร้าน รวมถึงได้สนทนากับเจ้าของร้านด้วย ผมว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับร้านอาหารอย่างหนึ่งก็คือ “ความลงตัว” ของทุกองค์ประกอบ เพราะตั้งแต่เข้ามาในร้าน อาหารจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่ลูกค้าจะได้สัมผัส หากแต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าเห็น เก้าอี้ที่ลูกค้านั่ง อัธยาศัยของผู้คนในร้านด้วย ซึ่ง Blue Cottage ก็ทำออกมาให้ผมเห็นชัดเจน ที่นอกจากความลงตัวแล้ว ก็ยังเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมาก ๆ สมกับที่เปรยไว้ตอนต้นว่า “ทุกคำ ทุกชิ้น ดั่งงานศิลปะ” จริง ๆ

เห็นร้านแบบนี้ใช่ว่าจะสงวนเฉพาะสาว ๆ ไว้ชอบนะครับ…หนุ่ม ๆ อย่างผม ยังชอบเลย ❤

Where?


Blue Cottage by Four Sisters ปากซอยประดิพัทธิ์ 10 ถนนประดิพัทธิ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ

ร้านเปิด 10:00 ถึง 18:00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ มี wifi บริการ ส่วน Decoupage workshop นั้นมีทุกวันจ้า

Facebook page ของร้าน The Blue Cottage Decoupage

Advertisements