ใครเห็น Instagram วันนี้คงเห็นว่าช่วงเย็น ๆ ผมไปป้วนเปี้ยนแถวสยามจนค่ำมืด นั่นก็เพราะผมไปกรี๊ดศิลปินสุดโปรด ETC. ที่แถลงข่าวคอนเสิร์ตใหญ่ Back to Basic ที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้านี้ ในงานนอกจากจะพูดคุยแล้ว ก็ยังเล่นสดจัดเต็มให้ได้อุ่นเครื่องก่อนคอนเสิร์ตจริงซะอีก ส่วนตัวผมเองนั้นจองตั๋วไว้เรียบโร้ย

หลังจากเสร็จงาน ผมเองกับคุณน้องก็เกิดไอเดียว่า น่าจะไปลองร้านนึงในพารากอน ที่เคยไปชิมไอศกรีมมา อยากรู้นัก ว่าของคาวเค้าจะเป็นอย่างไร จะจัดเต็มเครื่องเทศสมกับที่เป็นร้านของง่วนสุนรึเปล่า ว่าแล้วก็ไปยังที่เดิม Spice Story โซน Food Passage ชั้น 4 สยามพารากอน ครับ

ร้านนี้เสริฟเครื่องดื่มและอาหาร ช้าไปนิดนึง

ถึงแม้ครั้งที่แล้วจะได้สัมผัสเมนู แต่ครั้งนี้ก็ตกในเช่นกันว่า ทำไมเมนูมันน้อยนักนะ แต่ก็ลองดูซักหน่อย ผมนั้นสั่งบะหมี่แห้งราดหน้าหมูซอส XO ส่วนคุณน้องสั่ง เส้นใหญ่ทอดกรอบราดหน้าหมูซอสซาแต้ (คุ้น ๆ มั้ยครับ) ส่วนเครื่องดื่มก็เป็น น้ำเอี๊ยะบ๊วย และ น้ำขิงอบเชย จุดแรกที่รู้สึกว่าร้านนี้ต้องปรับปรุงคือ ความมึน ๆ ไม่ค่อยรู้อะไรของพนักงาน และ เวลาที่ใช้รอครับ ร้านนี้เสริฟเครื่องดื่มและอาหาร ช้าไปนิดนึง

และแล้วมันก็มาครับ เริ่มจากคุณน้องที่ทาน ราดหน้าเส้นกรอบน้ำซาแต้ รู้มั้ยครับ มันคือน้ำสะเต๊ะนี่เอง เส้นใหญ่ทอดกรอบ ผักบุ้ง หมูชิ้น และน้ำสะเต๊ะ รวมตัวกันในจานเดียว ก็เลี่ยนสิครับ น้ำสะเต๊ะนั้นออกหวานมัน บวกกับความแน่นและมันของเส้นใหญ่ทอด ทำให้เกิดความเลี่ยน ซึ่งผักบุ้งที่ใส่แต่ใบไป ก็เอาไม่อยู่ครับ กลายเป็นเมนูที่การจะกินหมดต้องฝืนตัวเอง

ส่วนของผม บะหมี่แห้งราดหน้าหมูซอส XO อันนี้พอไหวครับ บะหมี่เหลืองเส้นเล็กเส้นมาแบบพอดี ๆ ไม่จับเป็นก้อน น้ำราดนั้นเป็นหมูชิ้น เห็ดหอม ผัดในซอส XO ให้ข้น ๆ ราดบนตัวหมี่ แนบข้างด้วยผักกาดหอม (นิดเดียว) ผักกวางตุ้งราดน้ำมันหอย และน้ำมันงาเจียวพริกคอยบริการความเผ็ดทันทีเมื่อยามคลุก แล้วยังมีน้ำซุปใส ๆ ร้อน ๆ แถมมาด้วย

สำหรับรสชาตินั้นผมถือว่าพอตัว ซอสนั้นกลมกล่อมแต่ก็เผ็ดด้วยน้ำมันงาเจียวพริก บะหมี่โอเค น้ำซุปนั้นผมให้ได้แค่ “เกือบดี” เพราะหวานหอมกระเทียม แต่ขาดความกลมกล่อมแบบน้ำต้มกระดูก เหมือนดินสอที่ยังไม่เหลาปลายให้แหลม เขียนก็ให้เส้นที่ใหญ่คลุมเครือนั่นแหละครับ กวางตุ้งลวกก็น้า น้ำมันหอยที่ราดก็ปรุงซักหน่อยก็ดี นี่มาแบบเค็มปี๋เหมือนน้ำมันหอยสามแม่ครัวธรรมดา ๆ (ปกติพวกผักราดน้ำมันหอยต้องปรุงหวานนิดนึงนะจะได้กลมกล่อม) เมื่อทานเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอศกรีม คราวนี้ได้ลองรสใหม่ก็คือรสเกาลัด ซึ่งกินแล้วต่างก็ลงความเห็นว่า “นี่มันรสขนมผิงชัด ๆ”

ราคาอาหารร้านนี้แพงกว่า perception ของผมพอควร

ปัญหามันมาที่ตอนท้ายแหละครับ ราคา ถึงแม้ผมจะทั้งชมทั้งติรสชาติ แต่ราคานั้น ทำให้ผมคิดว่า จะให้ไปกินอีกนั้น คงยาก จานหลักทั้งสองจานอยู่ในย่าน 190-250 (ซึ่งรวม Service charge ก็เป็น 210-280) นี่ยังไม่รวมเครื่องดื่มนะครับ ราคาอาหารร้านนี้แพงกว่า perception ของผมพอควร (ผมให้ได้สุด ๆ แค่ 149 ต่อเมนู) สิริรวมแล้ว ปาไปคนละสามร้อยกว่า กับอาหารที่น่าจะราคาคนละ 250 บาทเท่านั้น นี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไม ในเวลาเดียวกัน ชั้นนี้กลับเงียบ ในขณะที่ชั้นล่าง ต้องต่อแถวทุกร้าน…

แต่ยังไงก็ตาม ไอศกรีมส้มอบเชยของคุณก็แหล่ม ทานแล้วสดชื่นได้เสมอครับ ใครผ่านก็ลองดูก็ได้ แล้วจะติดใจนะเออ ^^

Advertisements