คิดค่าบรรจุภัณฑ์อาหาร: ถึงเวลาร่วมรับผิดชอบของผู้ซื้อ

IMG_0111cover

ผมจะรู้สึกยิ้มยากขึ้น ในวันที่มีตลาดนัด

It is hard to smile in the day we have the market fair.

*

ตลอดทางเดินผม เต็มไปด้วยผู้คนถือถุงพลาสติก ข้างในเป็นอาหารในหีบห่อพลาสติกและสไตโรโฟม และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นให้ผมเห็นวันแล้ววันเล่า

People around me walk while carrying plastic bags.  The inside is their food packaged in plastic bags or Styrofoam boxes.  These habits were seen everyday.

สำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การนำอาหารใส่ห่อกลับบ้านถูกทำให้เคยชินโดยไม่รู้ตัวหลังจากเราเริ่มรู้จักวัสดุปิโตรเลียมนั่นคือพลาสติก และโฟม เราเคยชินว่าเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตที่จะต้องรับผิดชอบภาชนะที่ใส่อาหาร แม้ลูกค้าของพวกเขาจะต้องเอามันไปกินไกลแค่ไหนก็ตาม

We, both vendors and consumers, were already get used to take-home foods since the introduction of petroleum-based plastic and Styrofoam.  We also think it is right for vendors to provide packaging no matter how far their customers will carry their food.

วิธีคิดนี้อาจจะไม่เป็นปัญหา เพราะเรายังอยู่ในยุคที่พลาสติกและโฟมมีราคาถูก อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตวัตถุดิบได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และพึ่งพิงกันอย่างแยกไม่ออก

This concept may not be a problem because plastics and Styrofoams are cheap.  Petrochemical industries which provides raw material was supported by government.  To add, the relationship between government and petrochemical industry is inseparable.

*

แต่ในยุคที่เราค้นพบการย่อยสลายที่ล่าช้าของมัน ปัญหาน้ำท่วมขังจากขยะอุดตัน หรือความตายของสัตว์ทะเลจากขยะอุดตันลำไส้ รวมถึงผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ย้อนกลับมาทำร้ายเรา ในสิ่งที่เราช่วยกันย่ำยีตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างจงใจหรือจำยอม การใช้พลาสติกและโฟมอย่างฟุ่มเฟือย ดูจะเป็นการแสดงความไม่ยี่หระต่อโลกที่เราอยู่นัก

When it comes to the time that we discovered their adverse effects on our environment.  Slow decomposition rate, ability to block drainage, and how they harm wildlife combine with climate change are from what we have polluted since the industrial revolution.  Unnecessary overuse of plastics and Styrofoams may express the lack of environmental concerns we have. 

ในที่ ๆ ผมเรียน ผู้มีอำนาจได้เล็งเห็นถึงภัยอันใกล้เข้ามานี้ แต่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นขาดการมองอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างผิวเผินและไร้คุณภาพอย่างน่าเสียดาย

In the place where I study, the powers also see this incoming threat, but their solution with limited vision has led the situation to regretfully superficial and low quality changes. 

ทางเลือกที่พวกเขาทำคือ ยกเลิกพลาสติกแบบเดิมแล้วแทนที่ด้วยวัสดุย่อยสลายได้จากธรรมชาติ ฟังเผิน ๆ แล้วอาจจะดูดี แต่ความจริงแล้ว ด้วยกำลังการผลิตอันน้อยนิดและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ราคาของวัสดุใหม่ยังแพงกว่าแบบเดิมอยู่ถึง 5-10 เท่า รวมถึงการจัดการขยะประเภทนี้ให้ย่อยสลายอย่างมีประสิทธิภาพ ยังไม่ชัดเจน ยังไม่รวมถึงความจริงอันแสนปวดใจที่ว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุฐานคาร์บอน การย่อยสลายย่อมได้คาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่ชั้นบรรยากาศเป็นแน่

What they have done is to ban these conventional materials and replace them with biodegradable ones.  It sounds initially good, but the truth is with its relatively low production and current technology, its cost is 5-10 times of conventional ones.  In addition, how to effectively create decomposing condition for them is still not clear.  It is also heartbreaking  to accept the fact that when carbon-based substance decomposes, it yields carbon dioxide back into  the atmosphere.

*

เมื่อค่าบรรจุภัณฑ์กลับมามีนัยสำคัญในโครงสร้างราคาอาหารแบบนี้ เราจึงต้องกลับมาคิดว่า การปัดค่าใช้จ่ายในหีบห่อเพื่อการขนย้ายอาหารของเรา ไปให้พ่อค้าแม่ค้ารับผิดชอบตามความเคยชินเดิม ๆ นั้น ควรจะหยุดและถูกปรับเปลี่ยนได้หรือยัง

As packaging cost matters in food price structure, my question is “Is externalization of our food carrying cost to be the burden of food vendors as usual are needed to be stopped and changed?”.

ในโรงอาหาร ผู้ขายสามารถสนับสนุนการกินอาหารของเราผ่านอาหารที่ปรุง บริการที่ตักให้ จานที่นำมาใส่อาหาร และการล้างภาชนะให้สะอาด สำหรับลูกค้าที่มาใช้พื้นที่โรงอาหารร่วมกัน กินเสร็จแล้วก็มีระบบจัดเก็บและทำความสะอาด

In campus cafeteria, food vendors provide cooked foods, dishes, and its washing service for customers who share cafeteria area for having their lunch.  After the meal, they collect the dishes and do cleaning to use again.

*

แต่สำหรับลูกค้าที่ต้องซื้อเพื่อไปกินในที่ไกลกว่านั้น ซึ่งเป็นภาระความรับผิดชอบของลูกค้าแต่ละคน เหตุใดผู้ขายจะต้องแบกรับภาระเหล่านั้นแทนด้วยเล่า

But for take-home customers, why the vendors have to pay for packaging cost when people who carries food are customers?

มันยุติธรรมแล้วหรือ ที่การเคลื่อนย้ายอาหารของคุณ(ซึ่งเป็นธุระของคุณที่มากกว่าคนที่นั่งกิน) จะตกเป็นต้นทุนของคนที่ทำอาหารให้คุณเท่านั้น

Is it fair to have your activity of food carrying (which is absolutely yours) to be the cost for people who only made you food?

การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาตินั้น แม้จะสามารถลดการพึ่งพาปิโตรเลียมในการผลิต และเกิดภาพลักษณ์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (อย่างผิวเผิน) ได้จริง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือวัฒนธรรมการโยนทิ้ง การสร้างขยะอย่างไร้การควบคุมโดยผู้คนจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและความยี่หระต่อสิ่งแวดล้อม หาได้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มาผลิตเป็นพลาสติกไม่

Even shifting into biodegradable materials may reduce dependency on petroleum and projects the image of (superficially) environmental-friendliness, but people’s throw-away culture remains unchanged.  Overproduction of plastic waste depends on how many people throwing it away and how much they care about the Earth, not how their plastics made of.

หากเรื่องนี้ยังดำเนินต่อไป มันก็ไม่ต่างจากการสร้างเขื่อนจำนวนมาก การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลิตผลการเกษตร หรือการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อสนองเมืองที่คนจำนวนมากกำลังจะซื้อรถส่วนตัวใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่นในวันนี้ไม่มีผิด

If we let this situation continues, it resembles the way that we build several dams, ferment agricultural products into bio-fuel, and construct nuclear power plants to satiate the city where its people never stop purchasing their personal automobiles.

ในฐานะอาสาสมัครที่อยู่ในโครงการลดรอยเท้าคาร์บอนในเด็กนักเรียน ผมรู้สึกเป็นห่วงน้อง ๆ ที่ได้เรียนรู้หลากรูปแบบการรักโลก แต่ก็ทำได้เพียงคิด เพราะพ่อแม่ของพวกเขา กลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ยังอยู่ในวัฒนธรรมโยนทิ้งเช่นที่ผมเห็นในวันนี้ พ่อแม่ฉันไม่ทำ แล้วทำไมฉันจะต้องทำด้วย

As a volunteer in Low Carbon School Network project, I am afraid that several ideas that students have learned to take care of their Earth may not be turned into actions.  Even their parents who have most influence on their children do not do it.  Why I have to do, or to care, when my parents don’t!

*

ถ้าต้องการเคลื่อนย้ายอาหารเป็นประจำ เป็นไปได้ไหมถ้าเราจะมีภาชนะเป็นของตัวเอง ใช้ซ้ำได้เท่าที่ต้องการเพียงแค่ล้าง (ยิ่งถ้าใส่ผลไม้ก็แค่ล้างน้ำเปล่า) เหลือการใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็นเช่นถุงร้อน ถุงเครื่องปรุงยิบย่อย ส่วนถุงพลาสติกใหญ่ก็ใช้ถุงเดิมที่มีอยู่เต็มบ้าน แทนที่จะขอใบใหม่

If you have to carry your food regularly, is it feasible to have your own lunchbox?  It can be washed and used several times (you just use tap water to wash if you use for fruits!).  We can help reduce uses of plastic bags to seasonings and hot stuffs.  For big bags, we can use ones we have instead of requesting a new one.

ส่วนใครที่ไม่สะดวก ไม่ประสงค์ และปฏิเสธวิธีข้างต้น ก็ควรจะได้รับผิดชอบวัสดุขนย้ายด้วยตัวเอง โดยการ”ซื้อ”จากที่ ๆ เขาซื้ออาหารนั่นเอง ตรงไปตรงมา คนกินไกลจะมาจ่ายเท่าคนกินไกล้ไม่ได้

For people who are not convenient, not intend, or not accept those methods, you should be responsible for your carriage by “buying” them from the food vendors.  It is pretty straightforward; who eats far away have to pay more than one who eats near. 

*

ถ้าเราได้คิดและรับการนำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ผู้บริโภคได้ร่วมรับภาระในขยะที่เขาได้สร้างขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เราก็น่าจะพอมีโอกาสเข้าสู่สังคมการบริโภคอย่างตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกัน ใกล้เข้าไปอีกก้าว ผ่านการลดความต้องการวัสดุเหล่านี้เสียที

If we contemplate and accept this presented new paradigm which consumers share the burden from garbage they create, we could take another step towards aware and responsible consumption society by reducing demands of this poisoning materials.

ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะลงมือทำ ปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคของเรา ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสใหม่ที่การบริโภคมีการตระหนักรู้ หากเราทำสำเร็จ ผมคิดว่าคงไม่ยากนัก ที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในกิจกรรมอื่นของเรา แต่บริบทและความเป็นไปได้ของแต่ละคนด้วย

It is time to take action.  It is time to change our way of consumption.  Join the new trend of consumption with awareness.  If we success, I hope it is not too hard to make another changes for your life.

การคิดค่าบรรจุภัณฑ์จะต้องเกิดขึ้นในโรงอาหาร เราจะต้องออกจากวังวนการสร้างขยะอย่างไม่จำเป็น เราทำได้ เพราะนี่เป็นสิทธิ์ของเราที่จะปกป้องโลกใบนี้

Packaging charge policy must be implemented in campus cafeteria.  We must break the vicious cycle of infinite garbage producing.  We can do it because we have absolute rights to protect our world. 

*

หมดยุคที่เราจะลอยตัวเหนือปัญหา แล้วรักโลกเพียงแค่ในนามหรือลมปากได้เสียที

Stop externalize the problems while loving the Earth only in the name or words!

ด้วยรัก,
วิเศษณ์นิยม

With great love,

Wisetniyoms

*

ปล. ขอบคุณวันทนา ศิวะ และพี่อ้อย (มูลนิธิโลกสีเขียว) สำหรับแรงบันดาลใจครับ

P.S. Special thanks for Vandana Shiva and P’Oy (Green World Foundation) for inspirations

เส้นสมมุติ : เพราะงดงาม จึงเป็นได้เพียงสมมุติ

นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์หนังสือ เพราะผมคงไม่สามารถตีค่าหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด แล้วไปชี้นำใคร ๆ ว่าควรค่าแก่การอ่านหรือไม่

ผมแค่เพียงคน ๆ หนึ่งที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ แล้วอยากหาเพื่อนคุย แค่นั้น…

สาเหตุสำคัญที่ผมยังไม่ได้ซื้อผลงานใหม่ ๆ ของนักเขียน “วินทร์ เลียววาริณ” จากงานหนังสือครั้งล่าสุด ที่แม้คุณวินทร์จะมาเซ็นหนังสือให้ทุกวัน ตั้งแต่ห้าโมงเย็นก็ตาม ไม่ใช่เพราะผมหมดความสนใจในงานของคุณวินทร์ แต่เป็นเพราะผมยังไม่ได้ลงมือ ลงตา ลงใจ เพื่ออ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่คุณวินทร์ได้เซ็นเมื่องานสัปดาห์หนังสือครั้งที่แล้วจำนวนสองเล่ม เล่มหนึ่งเก็บไว้เอง เล่มหนึ่งถูกส่งไปยังที่ ๆ ห่างไกล

เล่มนั้นคือ “เส้นสมมุติ”

ผมใช้เวลา 3 วันอ่านเส้นสมมุติอย่างไม่เร่งรีบ ไม่ยากเย็น เป็นการผ่อนคลายตัวเองจากภารกิจการสอบที่ดึงผมออกห่างจากบรรยากาศความสุขจากการอ่านไปจนเกือบจำได้ว่ามันมีอยู่ และการกลับมาครั้งนี้ก็นำผมเข้าสู่ชุดอารมณ์บางชุดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน อีกครั้งหนึ่ง

“เส้นสมมุติ” รวมเรื่องสั้นจากบทสู่บท ด้วยบรรยากาศของเส้นสมมุติ สำหรับผมเส้นสมมุตินี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตแดนที่กั้นประเทศเขตขัณฑ์ตามที่ผู้เขียนเกริ่นนำ เพราะยิ่งดำเนินการอ่านจากตอนหนึ่ง สู่อีกตอนหนึ่งแล้ว เส้นสมมุติเหล่านี้ก็ถูกเล่า และตีความแตกต่างออกไปจนดูเหมือนความต่างชาติต่างภาษาในบรรยากาศ ตัวละคร และท้องเรื่อง นั้นช่วยกันขับเส้นสมมุติเส้นใหม่หนึ่ง ให้เด่นชัด โดยการทำลายเส้นสมมุตินั้นซะ!

จาก “ตะรุเตา” “32 นาที” จนถึง “รุ้งกินน้ำ” แล้วจบด้วย “รักกันหนึ่งร้อยปี” แต่ละเรื่องแม้จะมีรสชาติเฉพาะตัว แต่ก็ถูกจัดเรียงและนำเสนออย่างจงใจ ผมเฝ้าติดตามและครุ่นคิดถึง “เส้นสมมุติ” ที่แต่ละเรื่องหยิบยก แต่สิ่งที่กระทบจิตใจจนทำให้ผมมาเขียนตอนนี้นั้น คงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้แสดงออกมาในเรื่องสั้น ที่เป็นมากกว่าการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ การวิพากษ์สังคมอย่างคมคาย หรือลีลาหักมุมหลากอารมณ์เป็นแน่

ผมไม่สามารถทนไม่เขียนถึงหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่านจบและกระเดือกความรู้สึกก้อนใหญ่ให้ตัวเองสงบลงได้ เพราะในเรื่องสุดท้าย “รักกันหนึ่งร้อยปี” ทำให้ผมรู้สึกเปราะบางแม้ขณะที่จับปากกาก็สะท้อนออกมาในลายมือที่ไม่ชัดแต่เป็นระเบียบ ผมอ่านตอนนี้ได้ชัดเจนและอิ่มเอิบแม้บรรยากาศรอบข้างจะแสนอื้ออึง เพื่ออ่านจบก็เกิดอาการอยากอยู่เงียบ ๆ 5-10 นาที ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน จะไม่ขอพูดอะไรเป็นข้อมูลของตอนนี้ อยากให้ไปอ่านเอง แต่เรื่องนี้ มันแปลกมากเพราะมันทำให้ผมทั้ง “ปั่นป่วน” และ “นิ่งเงียบ” ไปพร้อม ๆ กัน

“เส้นสมมติ” ทำให้ผมคิดถึง “หัวกลวงในหลุมดำ” ผลงานที่ออกมาใกล้ ๆ กันในช่วงนั้น เพราะผมรู้สึกถึงชุดการนำเสนอแบบเดียวกันที่ว่า ไม่ว่าโลก สังคม ธรรมชาติ จะถูกมองแบบไหน จะตกต่ำขนาดไหน แต่ก็ขอให้จำไว้เสมอว่า ความงดงามของ “ความเป็นคน” และคุณค่าของ “การมีชีวิต” เพื่อสิ่งที่ดีงามและมีคุณค่านั้น ยังมีอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนแสงสว่างท่ามกลางวิกฤติโลก วิกฤติสังคม วิกฤติคนที่ดูจะมืดมนนัก

ผมคิดว่า แสงสว่างของความเป็นคนเหล่านี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ “เส้นสมมติ” ที่เกิดขึ้นเพื่อแบ่งชาติ แบ่งเผ่าพันธ์ แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งฉัน แบ่งเธอ มิอาจกลายเป็น “เส้นกั้นในความเป็นจริง” ได้ ในขณะเดียวกัน เส้นเหล่านี้ก็พร้อมจะมลายหายไป ด้วยความดีงามของหัวใจมนุษย์นั้นแล

ดีใจที่ได้อ่านเล่มนี้

วิเศษณ์นิยม

Editorial Analysis: นั่งร้าน อ่านนอกบ้าน กาลเทศที่เปลี่ยนไป

ที่จริงเรื่องแบบในกระทู้สุดร้อนแรงจากพันทิป http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D12461079/D12461079.html นี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเกิดมานาน พูดถึงกันแบบไม่ดังมากกันมานาน แต่พอมีคนมาจุดด้วยความเผ็ดร้อนประมาณนึง กระแสที่ทุกคนเก็บไว้ จึงถูกปลดปล่อย ผ่านการด่าทอ เหน็บแนม ประชดประชัน รวมทั้งความพยายามทำตนให้ดูดี ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะเสียงมันไปทางเดียวกันแล้ว เถื่อนแค่ไหนย่อมไม่ผิด 😛

ผมเองก็ประสบเรื่องนี้กับตัวในหลาย ๆ บทบาท ทั้งเป็นคนที่ไปนั่งซะเอง คนที่ไปซื้ออาหารของร้านนั้นกินแล้วหาที่นั่งไม่ได้ คนที่เลือกที่จะเข้าหรือไม่เข้าร้านจากประมาณคนกลุ่มแรก และคนที่บ่นแกมเหน็บแนมกับกลุ่มคนดังกล่าวนี่แล

ว่าแต่ทำไมคนถึงไม่พอใจกันนักล่ะ… ผมจะลองไล่เหตุการณ์ดูครับ

ในเบื้องต้น ปัญหาน่าจะเกิดจากเหตุการณ์เหล่านี้ป๊ะกันพอดี

  • นักเรียน+นักศึกษา ใช้พื้นที่และเวลา ในร้านกาแฟ หรือร้านฟาสฟู้ด ในการอ่านหนังสือ เข้าใจว่านานกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ร้านดังกล่าวไม่มีนโยบายจำกัดเวลา แม้ในช่วงลูกค้าเยอะ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ไล่ เข้าใจว่าทำไม่ง่ายนัก
  • ลูกค้าที่เข้ามาเพียงเพื่อรับประทานอาหารของทางร้าน ไม่สามารถหาที่นั่งกินได้
  • เมื่อมองไปพบว่าโต๊ะส่วนใหญ่ถูกจับจองด้วยนักเรียน โดยไม่เห็นอาหารของทางร้านอยู่บนโต๊ะมากนัก
  • อารมณ์หมั่นไส้กับนักเรียนเหล่านั้น เกิดขึ้นในจิตใจ แต่ทำอะไรตรงนั้นไม่ได้ จึงมาระบายผ่านคีย์บอร์ด
  • สตาร์บัคส์สาขาหนึ่ง ออกประกาศเรื่องการจัดการลูกค้าที่ซื้อน้อยแต่นั่งนาน ทำให้ฝูงชนที่อัดอั้นตันใจ รู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายถูก
  • ฝูงชนจำนวนหนึ่งสามารถกล่าวโทษ กล่าวร้ายต่อนักเรียนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างสะดวกใจ เพราะมีแต่คนเห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วยคงมีแต่คงไม่มีใครสนใจ
  • คนที่เกือบกล้าจะแสดงออกเรื่องนี้ ก็กล้ามากขึ้น ด้วยพลังของฝูงชน ที่พร้อมจะบอกว่า ถูกแล้วที่จะด่าพวกมัน

จึงเป็นบ่อเกิดดราม่านี่แล…

ถ้ามองดูความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ย่อย ๆ เหล่านี้ ก็จะเห็นว่าการจะกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนผิดนั้น ไม่ง่ายเลย เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น แต่น้ำหนักของแต่ละเหตุปัจจัยก็ไม่เท่ากัน ซึ่งก็พอทำให้รู้ว่า ส่วนไหนควรแก้ขนาดไหน

เรื่องการ “เลือก” สถานที่อ่านหนังสือ+สอนหนังสือ นั้นสำหรับผมดูจะเป็นเรื่องใหญ่สุดในดราม่านี้ เพราะส่งผลต่อที่นั่งที่เหลือ และเวลาของร้านโดยตรง ต้องยอมรับว่าการที่เลือกที่ไหนนั้น มันเป็น “ตัวเลือก” ที่ดีที่สุด เท่าที่น้อง ๆ จะหาได้ตอนนั้น รู้ตอนนั้น แล้ว ทำให้ไม่แปลกที่ McDonald จะโดนหางเลขเยอะสุด เพราะบรรดาร้านที่เป็นที่รู้จัก ก็ถือว่าใช้เงินต่อครั้ง น้อยกว่ากลุ่มร้านกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงลักษณะร้านที่กว้างขวาง ก็ทำให้ง่ายที่รู้สึกว่า น่าจะเอื้อต่อการอ่านหนังสือ ในขณะที่ร้านกาแฟเช่นสตาร์บัคส์ ใช้เงินต่อครั้งสูงกว่า จึงพบเห็นน้อง ๆ ที่ดูจะ “มีตังค์” ตามร้านพวกนี้มากกว่า (ซึ่งง่ายมากที่จะถูกหมั่นไส้)

โครงสร้างของเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพ ก็โคตรเอื้อเลยที่จะให้นักเรียนต้องหาที่อ่านหนังสือ+สอนหนังสือ เพราะสถานศึกษามีสิ่งแวดล้อมที่หนาแน่น ขาดพื้นที่และ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อกับการอ่าน ซึ่งต่างกับนอกกรุงเทพ ฯ ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ (แถมเงียบด้วย) บวกกับการอ่านเป็นกลุ่มตามบ้านที่ทำได้ลำบาก เพราะขนาดที่อยู่อาศัยเฉลี่ยคับแคบ รวมถึงวัฒธรรมคนเมืองที่ sense ของการไปมาหาสู่กันตามบ้านนั้นน้อยกว่า และอีกอย่างคือวัฒนธรรม hang out ที่ถูกทำให้ดูดีทันสมัยมีระดับ รวมกันนี้ บวกกับ พื้นที่อ่านหนังสือแบบสาธารณะ ไม่ว่าจะของรัฐ หรือเอกชนนั้น ก็น้อยนิด ทำให้ ร้านอาหารที่เป็นที่รู้จัก ในย่านที่เป็นที่รู้จัก ถูกจับจองโดยน้อง ๆ อย่างง่ายดาย

ผมเป็นห่วงว่า น้อง ๆ ในต่างจังหวัด จะรับเอาวัฒธรรมนี้ไปใช้ แม้ว่าในพื้นที่ของตัวเอง จะมี พื้นที่อ่าน + สิ่งแวดล้อมที่เอื้อ ที่ดีพร้อมก็ตาม

ตัวผมเองก็เคยไปนั่งอ่านหนังสือ + สอนพิเศษ ตามร้านฟาสต์ฟูด หรือร้านกาแฟมาบ้าง ก็พอจะสังเกตุตัวเองและมาเล่าให้ฟังเป็นประเด็น ๆ ได้ดังนี้

  • สถานที่เหล่านี้ไม่เงียบเลย มีสิ่งรบกวน เยอะมาก เสียงลูกค้า พนักงาน เครื่องคิดเงิน กลิ่นซอส กลิ่นอาหาร เสียงเครื่องชงกาแฟ ดนตรีเพลงที่ชวนให้เสียสมาธิ
  • ใช้เงิน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ตามความรู้สึกผิดที่มาใช้สถานที่และเวลาของร้าน ถ้ารู้สึกผิดหน่อยที่นั่งมานาน ก็สั่งเพิ่มนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้หิวหรอก แค่เกรงใจ
  • หิ้ว material ไปเยอะ แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ เวลาใช้ไปกับการคุยกับคนที่ไปด้วยมากเหมือนกัน
  • wi-fi ไม่ทันใจเวลาจะค้นอะไร ไม่เอื้อ

ผมคิดว่า การหาสถานที่ดี ๆ อ่านหนังสือในสิ่งแวดล้อมแบบนี้นั้นโคตรท้าทาย

บ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีทุกอย่างพร้อม อาหารฟรี อินเตอร์เน็ตเร็ว ปลอดภัยของไม่หาย ไม่ต้องแต่งตัวอะไรมาก แต่เรามักจะตกร่องของความสบายเมื่ออยู่ที่บ้าน เมื่ออยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ โดยเฉพาะที่ทำงาน ถ้าเราใช้โต๊ะเพื่อการ “เล่น” ด้วยแล้วนั้น ก็ยิ่งยากที่จะควบคุม ตัวเองในการไม่ให้ตกร่องเข้าไปอีก (ทำให้หลายคนตัดสินใจออกไปหาพื้นที่ ข้างนอก เพราะเชื่อว่าความไม่คุ้นชินจะทำให้ตัวเองอ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น ซึ่งรู้ ๆ กันอยู่ว่าผลมันตรงกันข้าม)

ส่วนมหาวิทยาลัย ของผมค่อนข้างร่มรื่นและเงียบประมาณนึงในวันหยุด (แต่วันธรรมดาก็จอแจจากคนจำนวนมาก ห้องสมุดถูกใช้เป็นพื้นที่นันทนาการไปด้วย รวมถึงตลาดนัดที่เบียดเบียนพื้นที่ผ่อนคลาย) อาหารราคาถูก แต่ห้องสมุดแอร์เย็นมากจนตาแห้งแดง อินเตอร์เน็ตห่วย แต่ข้อดีคือเป็นสังฆะสถานที่ดีในการอ่านด้วยกัน ทุกคนคุ้นเคยกับสถานที่นี้

สวนสาธารณะ ดีทุกอย่าง แต่ไม่มีโต๊ะ ไม่มีปลั๊กไฟ ควบคุมลมที่จะพัดหนังสือปลิวว่อนไม่ได้…

ห้องสมุดของรัฐ น้อย ไกล กินอาหารไม่ได้ อยู่ดึกไม่ได้

ห้องสมุดของเอกชน…อ้อ ลืมไป ประเทศไทยเค้าไม่ลงทุนกับห้องสมุดหรอก 😛

จะไปไหนดี…

ในเคสการอ่านคนเดียว การทำให้ตัวเอง อ่านหนังสือที่บ้าน ได้อย่างมั่นคงนั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เด็ก ๆ ควบคุมตัวเองได้ เงินก็ประหยัดไป ร้านก็มีที่ให้ลูกค้านั่งรับประทาน แต่ก็นะ…วัยนี้ การควบคุมเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันทำย๊ากกกยาก

ส่วนการอ่านเป็นหมู่คณะ… ต้องเป็นการบ้านของสถานศึกษาแล้ว ว่าจะจัดหาพื้นที่ + สิ่งแวดล้อม ให้นักเรียน+นักศึกษา ของตนอย่างไร มีบรรยากาศที่เราโหยหาเช่น ม้าหินใต้ต้นไม้ ห้องประชุมเล็ก ๆ สำหรับคุยงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก (ที่จำเป็น) พร้อม ได้หรือไม่และอย่างไร

จะว่าไปก็น่าเห็นใจนะครับ ถ้าน้อง ๆ เหล่านี้จะโดนด่า (เฉพาะในสังคมออนไลน์) เพียงเพราะความรู้ที่จำกัดในการหาพื้นที่อ่านหนังสือ เรื่องนี้จัดการได้ครับ ถ้าเรามาคิดหาทางจัดการด้วยกัน มากกว่าการด่า ๆ ด้วยความหมั่นไส้ นี่แค่เสนอแก้แค่ปมสองปม ยังต้องใช้พลังในการแก้ปัญหาขนาดนี้ นี่ยังไม่รวมปัญหาอื่นอีก เช่น เส้นบาง ๆ ในการจัดการความรู้สึกลูกค้า หรือกระแสด่าได้ไม่ผิดในสังคมออนไลน์ ที่ไม่ว่าปัญหาได ก็จะมีเรื่องนี้ไปเสริมอยู่เรื่อย

แต่ยังไง ก็ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน รู้ว่ายาก แต่ทำเถิด เกิดผลดีระยะยาว

พื้นที่ต่อจากนี้ก็ชวนกันมา discuss กันนะครับ ยินดีมากก ๆๆๆ

สู้ ๆ นะครับทุกคน

ปล.คนที่ไปนั่งคุยงานไม่นานกาแฟคนละแก้วนั่นก็ทำไปเถอะครับ ทางร้านเค้ากะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าจะอยู่ในร้านอยู่แล้ว

ปล.2 ผมอ่านหนังสือในส้วมแล้วโคตรมีสมาธิเลย

edit-แก้คำผิด และลดการใช้ภาษาต่างประเทศอย่างไม่จำเป็น

Editorial: อาหารที่แย่ที่สุด…

“สิบคนหาความรัก แสนคนหาข้าวแดก”

คำพูดของเพื่อนผม คงจะไม่เกินจริงนัก เพราะแค่ออกไปข้างนอก ก็มีคนที่ “แค่มีกินก็บุญแล้ว” อยู่เต็มไปหมด ถึงจะไม่เห็นขณะนั้น แต่เชื่อเหอะว่ามี

เช้านี้ผมได้อ่านกระทู้หนึ่งในพันทิป ห้องศาลาประชาคม เป็นการแชร์ประสบการณ์ทางอาหารที่…ไปอ่านเอาเองละกัน (ลิงค์อยู่ท้ายโพสต์)

บางคนอาจจะอ่านแล้วรูสึกว่า เอ๊ย เคยเหมือนกัน เอ๊ย กุอย่างแย่ก็มาม่าว่ะ แต่ทั่นผู้ชมครับ มันมีแย่กว่านั้นครับ แย่กว่ามากด้วย ขนลุกเลย

แม้ว่าสิ่งที่กินจะสุดโต่งขนาดไหน แต่สิ่งที่มากับมื้ออาหารเหล่านั้นคือสตอรี่ครับ ที่ถึงแม้ว่าจะมีเหตุอะไรให้อดก็ตามที (เข้าท่าบ้าง งี่เง่าบ้าง) แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่า มันดีแค่ไหน มันน่าซาบซึ้งแค่ไหน ที่ได้มีกิน ทำให้ผมนึกถึงตอนหนึ่งใน “เดินสู่อิสรภาพ” ของ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ระหว่างการเดินทางแล้วหิวจนตาลาย หมดแรง และไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แล้วมันดีแค่ไหนที่มีคนเอาข้าวให้กิน คำว่า “กันตาย” มันไม่เว่อร์เลยครับ

แต่สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารในโพสต์นี้ ไม่ใช่จะมาต่อว่า คนที่ทานอาหารราคาแพง หรือทานเยอะ ๆ ว่าคุณมันแย่ คุณมันไม่คิดถึงคนจนนะครับ แต่อยากจะชวนคิดว่า เมื่อคุณกินอาหารเป็น input แล้วกลายเป็นพลังงานให้คุณนั้น output ที่ออกของคุณมันคุ้มค่ากับ footprint (ทั้ง ecological และ social) ที่มันต้องแลกมาเพื่อให้ได้อาหารที่อยู่ตรงหน้าคุณหรือเปล่า มันคุ้มกับมีเธนที่ปล่อยออกมาจากเล้าหมู – ยาฆ่าแมลงที่ถูกชะลงไปในแม่น้ำ – ความสิ้นหวังของเกษตรกรในระบบ contract farming – กล้ามเนื้อที่อักเสบของคนแล่เนื้อซ้ำ ๆ ในโรงงาน – หรือแม้กระทั่ง ไอน้ำมันปริมาณมากที่เข้าจมูกของคนที่อยู่หน้าเตาตลอดเวลา หรือไม่ ???

ก็อาจจะจริงถ้าใครจะเถียงว่า “งั้นมึงก็แดกหญ้าสนามหลวงละกันจะได้ไม่มี footprint” เอิ่ม มันก็อาจจะทำได้ครับ แต่ไม่แน่ใจว่ามันจะ “กันตาย” ได้หรือเปล่า (ลองอ่านกระทู้ดูเมนูประกอบ) แต่ผมว่าเราทำได้สองวิธีครับ อันแรกอาจจะซอฟต์กว่าแดกหญ้าหน่อยก็คือ กินแต่พอดีครับ จะถูกจะแพงก็ช่างคุณเถอะ แต่อย่ามากไป น้อยไป ให้ร่างกายสมบูรณ์ประคองสมองจิตใจให้มั่นคงเป็นดี อีกอย่างก็คือ be more productive ครับ ผมว่าถ้าเรากินเท่าเดิม แต่เราทำอะไรที่ beneficial ต่อสังคมหรือคนรอบข้างเราได้ดีขึ้น มันก็คือดีขึ้นครับ เหมือนวลีที่ว่า “ไม่เสียของ”

อาหารที่แย่ที่สุดในแง่คุณภาพนั้น ก็อาจจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ชีวิตของใครบางคน สำหรับผม อาหารที่แย่ที่สุด ไม่สิ น่าเสียดายที่สุด น่าจะเป็นมื้อที่เรากินเข้าไปแล้ว…ก็ไม่ยี่หระต่อการมีชีวิตตนเอง คนอื่น แถมมิหนำซ้ำยังปล่อยตัวเองให้มัวเมากับหลุมตมแห่งบริโภคนิยมนะครับ

 

กินอย่างมีสตินะครับ (ข้าวไม่ติดคอด้วยนะเออ)

ที่มา http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U12278841/U12278841.html

 

‘月知梅’梅酒レビュー “Getchibai” Umeshu Review จัดหนักของฝากจากแดนไกล

วู่ว!!!

วันนี้มีของดีมาฝากครับ แต่คราวนี้ไม่ใช่กาแฟ ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่เค้ก แต่เป็นเหล้า!!!

แต่เหล้าครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นของฝากจากแดนไกลถึง Miyazaki ประเทศญี่ปุ่น ต้องขอขอบคุณว่าที่คุณหมอเพื่อนวิเศษณ์นิยม ที่อุตส่าห์แบกข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝาก ขอบคุณคร้าบบบบ (แทบกราบตัก) จะรีวิวให้ถึงใจเรย หุหุ

(ภาพบ๊วย Getchibai จาก http://www.gurunet-miyazaki.com/kankouti/kenou/gettibai/yaetubomi1.jpg)

Umeshu หรือเหล้าบ๊วยที่ได้มานั้น มีชื่อว่า Getchibai 月知梅 เป็นชื่อของต้นบ๊วยที่ exclusive เฉพาะในจังหวัด Miyazaki 宮崎 เท่านั้น ซึ่งขวดนี้ได้มาจากเมือง Aya  ในจังหวัด Miyazaki ครับ Getchibai มาในกล่องสีเหลือง ขวดแก้วสีเขียวพร้อมกันกระแทก ฉลากบ่งบอกว่ามีแอลกอฮอล์ 15% ไม่อ่อนไม่หนักเกินไป เน้นทานง่าย คล่องคอกำลังดี ว่าแล้วก็ลองดีกว่า!!!

วิธีทดสอบของวิเศษณ์นิยมจะทำ 2 แบบ แบบแรกคือจัดเพียว ๆ จากการสังเกตุของโสตประสาททั้ง 4 สีเหลืองทองแต่ไม่จัด คล้าย ๆ เจ้าอื่น แต่ไม่มีเงาของน้ำตาลที่จงใจใส่ให้หวานเกินพอดี กลิ่นนั้นหอมหวลนนุ่มแบบบ๊วยแท้ ๆ เสียงนั้นเงียบสนิทยามริน (เบา ๆ) และเมื่อสัมผัสก็ไม่ข้นแบบพวก Choya และไม่เย็นไวแบบเหล้าดีกรีสูง ๆ แต่อย่างได

เมื่อยกจิบซดอย่างบรรจงให้ตัวเหล้าสัมผัสช่องปากนั้น ทำให้ผมต้องหยุดและ appreciate กับความรื่นรมย์ที่เกิดขึ้น เพราะ Getchibai ได้มอบ qualities ที่สำคัญกับผม 2 อย่างคือ sweetness เป็นความหวานที่กำลังดี ซดเปล่าได้ไม่ขัดเขินบาดคอ softness ความนุ่ม รสบ๊วยที่เกิดขึ้นเป็นแบบหวานนำเปรี้ยวแอบหลังคอยเสริม ทำให้ได้ความนุ่มลื่น สามารถซดได้ต่อเนื่องเป็นมิตรกับปากมาก ๆ โอห์ มันแหล่มจริง ๆ

คราวนี้มาลองกับโซดาน้ำแข็งบ้างครับ เนื่องจากความหวานที่ไม่มากนั้น ทำให้การผสมโซดา ต้องทำในสัดส่วนที่ใช้ตัวเหล้าเยอะหน่อยครับ ผมแอบคิดว่า รสชาติอาจจะถูกบดบังและเจือจางด้วยโซดา แต่ผิดถนัดครับ ถึงแม้ความหวานจะถอยไป แต่กลิ่นและรสนั้นยังอยู่ครบถ้วน และยังทำงานกับความซ่าของโซดาได้อย่างลงตัว งานนี้ก็แหล่มซิครับ ยิ่งแกล้มด้วย Edamane ร้อน ๆ นั่งบีบกินกันสนุกมากมาย ^^

หากจะเปรียบ Getchibai เป็นผู้หญิงซักคน คงจะเป็นผู้หญิงที่น่ารักอย่างเป็นธรรมชาติ เธอหวานแบบพอดี ๆ ถ้าอยากรู้จักเธอ ก็ทำความรู้จักด้วยตัวตนของเธอแบบไม่ต้องหวานกับเธอมาก แถมยังคุยกับเธอได้อย่างไม่เบื่อด้วย เพราะกิริยาท่าทางเธอจะพอดี ๆ ไม่ให้คุณลำบากใจแต่อย่างได แต่อย่าเพลินกับเธอเกินไปละ ถ้าหมดขวดแล้วจะพลาดโอกาสดื่มด่ำในโอกาสต่อไปได้

งานนี้ต้องยกเครดิตให้คุณคนที่ซื้อมาให้ครับ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ขอขอบคุณด้วย blog post นี้ละกัน ^^b

เจอกันตอนหน้านะครัฟ

update1: เจ้าของขวดมากระซิบให้แก้ไขข้อมูลจ้า คราวนี้ไม่พลาดละ!!!

Polka Dot Café: ฟิน ณ บัดนาว

สวัสดีครับพี่น้อง หลังจากเปิดเทอมมาการกินอ้อร้ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันของผม ก็มีอันต้องตะกุกตะกัก ด้วยเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง แต่ก็นะ ถ้ามีเวลา ยังไง๊ยังไงก็ต้องไปกินอะไรอ้อร้อ ๆ มาฝาก มาบอกเล่าให้ท่าน ๆ ผู้ชมได้รับรู้เผื่อเป็นแนวทางในการตอบคำถามว่า “เย็นนี้กินไรดี(ฟระ)” กันนะครับ

ที่มาของมื้อนี้มันก็เรียบง่ายมากเลยครับ คือ “อยากกิน Gratin” (ใครไม่รู้จัก Gratin ก็คอยดูละกัน) เลยลองหาดูในเน็ตว่า ที่ไหนพอจะ offer more than acceptable taste Gratin บ้างก็เลยเจอที่นี่แหละครับ ใกล้บ้าน แถมเมนูอื่นก็น่าลิ้มลอง ไม่รอช้าครับ หาคนกินด้วยแล้วก็ไปกันเลย สิริเวลาในการหาและเลือกร้านเพียง 30 นาทีเท่าน้าน!

“อยากกิน Gratin”

Polka Dot Café เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Aree Garden ตรงข้ามกระทรวงการคลัง ซอยอารีย์ครับ ถ้ามาจากเส้นพระราม 6 ก็เลี้ยวเข้าตรงที่มีป้ายสำนักงานเขตพญาไทได้เลย เข้ามาแล้วร้านจะอยู่ชั้น 2 ร้านตกแต่งเหมือนชื่อคือ ทุกสิ่งอย่างเป็น polka dot หมด ซึ่งฉลาดมากเพราะมันทำให้น่าถ่ายรูปไปหมด (สาวก Instagram คงถ่ายกันมันส์) ส่วนตัวร้านไม่ใหญ่มากครับ แต่ติดอย่างนึงคือ ควันอโรม่าให้หอม ๆ ในร้านมันฉุน จนรู้สึกแปลก ๆ ในช่วงแรก แต่กิน ๆ ไปก็ชินเองครับ

แนวอาหารของร้านนี้ก็เป็น European fusion ครับ เพราะจะไม่อิตาเลียนหรือฝรั่งเศสจ๋ามาก จะมีวัตถุดิบแบบตะวันออกแซมเข้ามาบ้าง สั่งมา 4 เมนู เครื่องดื่มขอ something more than tap water นั่นคือ Ginger Ale มาเรียกน้ำย่อยครับ ไม่นานอาหารก็ทยอยเสริฟแบบเป็นลำดับครับ

เมนูแรก “แอปเปิ้ลเขียวพันพาร์มาแฮม” เรียกน้ำย่อยครับ ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีแล้ว มันก็โอมากครับที่จะตัดพาร์มาแฮมที่เค็ม ด้วยผลไม้รสเปรี้ยว หรือหวานสดชื่น (เช่นเมลอนที่ติดใจจาก Vino) แต่ปัญหาของจานนี้คือพาร์มาแฮมครับ พาร์มาแฮมให้ความรู้สึกแห้งแล้ง แห้งกรัง ไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย รสของเนื้อด้อยไปนิดนึง แต่ได้เปรี้ยวฉ่ำของแอปเปิ้ลเขียวมาเติมเต็มก็พอไหวครับ กินเพลิน ๆ ไว้เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว เอาไป 5.5/10

เมนูต่อมา “สลัดกุ้งหมักย่าง” พูดแยกกันระหว่างผัก กับกุ้ง ส่วนผักนั้น กำลังดีครับ ไม่ superior แล้วก็ไม่ร้าย ๆ เพราะเป็นน้ำสลัดสายชูดำผสม poppy seed ธรรมดา ผักก็ตามสเต็ปไม่หวือหวา ขอโฟกัสที่กุ้ง กุ้งผ่านการหมักเครื่องเทศแล้วเอาไปย่างให้รสหวานหอมดี “มีอะไร” ทีเดียวครับ สังเกตุในรูปว่ากุ้งถูกวางบนมะเขือเทศ ขอเตือนนะครบว่า อย่ากินทั้งตั้งนั้นรวมกันเป็นอันขาด เพราะรสกุ้งจะโดนมะเขือเทศชิ้นโตกลืนหมด ให้กินกุ้งก่อน แล้วค่อยผักตามครับ ส่งเสริมกันดี จุดติของจานนี้คือ มันสุดยอดมากเลยถ้ากุ้งตัวใหญ่กว่านี้ซักหน่อย ถ้าจะสุดโต่งก็คือ ล็อบเสตอร์ตัวแม่งเลย ฟินคาโต๊ะแน่นอน จานนี้เอาไป 7/10

อย่ากินทั้งตั้งนั้นรวมกันเป็นอันขาด เพราะรสกุ้งจะโดนมะเขือเทศชิ้นโตกลืนหมด

หลังจากเรียกน้ำย่อยจากพม่า เอ๊ย พาร์ม่าแฮม และสลัดแล้ว ถึงเวลาพาสตาครับ อันที่มาก่อนก็คือ “ลิงกวีนีซอสเพสโตปั่นเอง” อันนี้ผมกึ่งชอบกึ่งไม่ชอบครับ จุดที่ชอบก็คือ texture เวลากินครับ ซอสเพสโตที่ปั่นเองยังมีการกระจุกของผักปั่นที่ยังเหลืออยู่ รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ทำเองจริง ๆ แต่จุดที่ไม่ชอบก็คือ มันไม่เด่นเลยครับ รสกลาง ๆ ไม่เค็มไปหวานไปจืดไป อีกอย่างคือ ใส่น้ำมันตอนผัดน้อยไปนิดครับ คลุกแล้วติด กินยากไปนิดนึง จานนี้เอาไป 6/10

และ…ท่านลืมหรือยังว่าผมมากินอะไร มันมาแล้วครับ “มะกะโรนีกราแต็งเบคอนเห็ด” หน้าตาดีมากครับ ชีสหนากำลังดี ไหม้หน่อย ๆ พอหอม รอดูไม่ไหวแล้วครับ แดกแม่ง ปรากฏว่า เกือบฟินครับ กราแต็งจานนี้ก็ตอบโจทย์ความคิดถึงกราแต็งของผมได้ถูกทุกข้อ มะกะโรนี เห็ด เบคอน ซอสขาว ชีสชั้นหนา ทำงานเป็นทีม ก่อเกิดความพีงพอใจระดับจิตวิญญาณ และผ่อนคลายครับ ทุกอย่างมาแบบกำลังดี ไม่หวือหว่า แต่อบอุ่น เรียบง่าย ติดนิดเดียวครับ ถ้าจะเปลี่ยนจากเกือบฟิน เป็นฟิน ขอซอสขาวให้ข้น ๆ เยิ้ม ๆ หน่อย แต่แค่นี้ก็โอมากแล้ว เอาไป 8.5/10

ฮู่ว! ถือว่าพอสมควรสำหรับของคาว ไม่รอช้าต่อด้วยของหวาน เพราะแอบเห็นตั้งแต่สั่งของคาวแล้ว จัดมาครับ “ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงคู่กับวิปครีม” ยกมาทีแรกตกใจนึกว่าชมพู่มะเหมี่ยว เป็นลูกแพร์ปอกเปลือกสีแดงสดเพราะไวน์แดง มาคู่กับวิปคริมและเมล็ดอัลมอนด์ฝานให้ทานคู่กัน ผมบรรจงเอามีดตัดเนื้อลูกแพร์กินอย่างในเย็น พอเข้าปากเท่านั้นแหละ “อาาาาาาาห์” สดชื่นครับ สดชื่นจริง ๆ ความสากจาก Sclerenchyma ในเนื้อแพร์มันเหลือเพียงน้อยนิด เหลือแต่ความนุ่มหวานฉ่ำของซอสไวน์แดงรสหวาน (แต่ไม่หวานไป) ที่ซึมเข้าไปถึงเนื้อใน ก่อเกิดความพึงพอใจในปากอย่างสูง จุดติจานนี้ก็หนีไม่พ้นวิปครีมครับ นอกจากจะให้มาน้อยแล้ว รสชาติยังบ้าน ๆ มากอีกด้วย ถ้าเป็นผม ผมจะเลือกของ Anchor สูตรสีแดง มาแทนตัวนี้ และให้เยอะกว่านี้มันจะโอกว่านี้มากเลยครับ เมนูนี้เอาใจผมไปเลย 8/10

ความสากจาก Sclerenchyma ในเนื้อแพร์มันเหลือเพียงน้อยนิด

กินเสร็จก็เช็คบิล ราคาส่วนใหญ่ของร้านนี้จะอยู่ประมาณเมนูละ 200 บาทครับ ส่วนเมนคอร์สนั้นจะประมาณ 3XX บาท ทำให้มื้อนี้สิริรวมอยู่ที่พันต้น ๆ ก็ถือว่าโอเคละครับสำหรับประสบการณ์ (โดยเฉพาะกราแต็งกับลูกแพร์) ประมาณนี้ ถามว่าจะมาซ้ำไหม ผมก็กลาง ๆ นะครับ เพราะก็ยังมีเมนูชวนให้มา explore อีก แต่ก็เสี่ยงที่จะเจออะไรคล้าย ๆ ความแห้งกรังจากพาร์มาแฮมอีก

ว่าจะกินแค่นี้แล้วเชียว เนื่องจากฝนตก เลยขอจิบ Horgaarden Rosé ที่ HOBS ก่อนกลับละกันครับ วันนี้มาเย็นเฉียบจริง ๆ ชื่นใจมาก ๆ เอาใจไป 10/10 เลยครับ 555 อันที่จริงมันก็ทำให้ผมเขียนบทความนี้ด้วยความรวดเร็วได้ด้วยเช่นกัน

ได้กลับมาเขียนอะไรแบบนี้ก็ก็เติมพลังดีเหมือนกันนะ ในยามที่ต้องการพลังในการตั้งใจล่าเงินล้านแบบนี้

สวัสดีครับ

ปล. ถึงวันแล้วจะมาเล่าการล่าเงินล้านให้ฟัง…

อธิบายระบบคะแนน: คะแนนเต็มสิบที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่ arbitrary มาก ๆ วัดตามความพึงพอใจจากการกินโดยรวมทั้งรสชาติ บรรยากาศ และปฎิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของเมนู เอาเป็นว่าตามใจผมละกัน คะแนนมากก็พอใจมาก แค่นั้นแหละครับ อิอิ 

Weekend Special Part 2: จั๊ดหนั๊ก

หายไปนานโคตร (เกินสัปดาห์) ก็ไม่ได้ไปทำไรครับ แต่มันเปิดเทอมแล้วจังหวะเลยไม่ค่อยเป๊ะ แรงที่เคยมีตอนปิดเทอมก็หดหายไปกับธุระโน่นนี่ กว่าจะปรับจูนอะไรใหม่ ๆ ก็แลกกับเวลาที่ห่างหายกับทุกคนไปครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ขอส่งการบ้านที่ค้างคามาตั้งแต่ครั้งที่แล้วให้เสร็จสิ้นดีกว่าครับ อิอิ

หลังจากไปกินข้าวกับสาวใน Part 1 ก็ถึงคราวต้อนรับป๊ะป๋าที่มาดูงาน ThaiFEX เกี่ยวกับอุตสากรรมผลิตภัณฑ์อาหารทั้งไทยและต่างชาติ จัดที่อิมแพคครับ ในช่วงเย็นที่ท่านดูงานเสร็จ ผมก็ส่งผู้สื่อข่าวสาวภาคสนามไปเรียบร้อย ก็ถึงเวลา “จั๊ดหนั๊ก” มื้อค่ำ ซึ่งสองศรีพี่น้องก็เลือกร้านอาหารจีนรสเด็ดราคาแจ่ม ต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติท่านนี้ที่ร้าน หง เติง หลง (Hong Teong Long) ย่านสุรวงศ์ครับ ร้านนี้มากินตอนไหนก็ขาย เพราะปิดตีสี่ เปิดสิบเอ็ดโมงเช้า ด้วยบรรยากาศแบบบ้าน ๆ พนักงานพูดจีนอย่างเดียว (สั่งโดยการชี้ ๆๆ) โต๊ะธรรมดา ช้อนส้อมธรรมดา แถมเปิดทีวีช่องจีนอีก เรียกได้ว่า บรรยากาศจีนชิลล์ ๆ เลยทีเดียว

เนื่องจากกินกันมันส์มาก เลยมีภาพมาให้ดูไม่เยอะ มาดูทีละอันกันดีกว่า

อันนี้เป็นถั่วแขกผัดพริกเกลือ เอาถั่วแขกผัดกับพริก เกลือ กระเทียม หมูสับ ให้รสเค็มมัน ในตัวถั่วแขกนั้นกลมกล่อมอยู่แล้ว จึงให้ความพอใจแบบใส ๆ เหมาะกับเบียร์เย็น ๆ หรือกินเล่นรอกับข้าวครับ แถมถ้าคีบถั่วกินหมดแล้ว เอาเครื่องมาคลุกกับข้าวกินก็ได้ความหฤหรรษ์ไม่น้อย

ชัดมั้ยครับ ฮ่า ๆๆๆ เสี่ยวหลงเปาของที่นี่ กินแล้วฟินครับ มี qualities ของเสี่ยวหลงเปาครบ ทั้งแป้งเหนียวนุ่มกำลังดี ใส้กลมกล่อม ทั้งเนื้อและน้ำ และไม่ร้อนลวกปากเกินไป เสร็จคาปากละครับคราวนี้ ฉ่ำเยิ้มไปหมด ไม่เหมือนบางเจ้า ใส้แห้งบ้าง แป้งขาดน้ำรั่วบ้าง จะบ้าตาย 555

สำหรับ Hong Teong Long ผมให้ผ่านครับ ครบถ้วนทั้งรสชาติ บริการที่ถึงแม้จะรีบ ๆ แถมพูดไทยก็ไม่ค่อยได้ แต่ก็ยิ้มแย้ม และแน่นอนครับ ราคา กินเสร็จนอกจากคุณจะตกใจกับใบเสร็จแล้ว คุณยังจะแปลกใจกับราคาที่สุดแสนจะเป็นมิตรอีกด้วย ไม่ลองไม่รู้เด้อ

เสร็จของคาว แน่นอนครับ ของหวาน แต่ขอหวานแบบใกล้บ้าน เลยแวะ HOBS สาขาอารีย์การ์เด้น เพื่อนั่งดื่มด่ำเบียร์เย็น ๆ ยามดึกกันสามคนพ่อลูก นอกจากความสดชื่นของเบียร์ (จัด Hoegaarden Rose, Kriek Cherry แล้วก็ Laffe Blond) แล้ว การได้มานั่งดื่มกับครอบครัวนี่ สบายใจจังครับ นอนหลับล่ะ ฮี่ฮ๊่ฮี่

ตื่นเช้าวันต่อมาก็พาป๊ะป๋าไปซื้อของแถวเยาวราช เลยได้ฤกษ์มาลองเกาเหลาเนื้อซะหน่อย หวยมาตกที่ เกาเหลาเนื้อเจ๊ผอม (เจ๊ผอมผอมจริง ๆ ครับ) ในเวิ้งนครเกษม ที่ขายเกาเหลาอย่างเดียว ไม่มีก๋วยเตี๋ยว เนื้อสด ๆ เครื่องในสด ๆ เต็มเค้าเตอร์หน้าร้านเลยครับ ว่าแล้วก็จัดมา

จะบอกว่า คุณได้เจอเนื้อเต็ม ๆ แน่ครับ ทั้งเนื้อ ทั้งเครื่องใน ยังมีกลิ่นเนื้อให้เราได้รับรู้ แต่ไม่ใช่แบบเหม็นนะครับ เป็นแบบหอม เพราะถูก enhanced and optimized ด้วยเครื่องเทศหอมใสแต่เข้มข้น ทำให้ได้ภาพรวมเนื้อที่กินสบาย จะกินเปล่า ๆ หรือกินกับข้าวก็โอเคมากทั้งคู่ ที่สำคัญ เนื้อเปื่อยเด็ดมาก นิ่มจริง ๆ ถึงขนาดสั่งแบบเนื้อเปื่อยล้วนมาอีกชามเลยทีเดียว ติดฟันขนาดไหนก็ยอมวะ

ก่อนเสร็จจากเยาวราชที่แสนร้อน ขอจัดน้ำบ๊วย น้ำรากบัวจากอาแปะหน่อย ถึงน้ำบ๊วยจะหวานแต่ก็รสเข้มครบ ส่วนน้ำรากบัว อาาห์ สดชื่นมว้าก

ขอจบมื้อของ Weekend Special ด้วยสุกิชิครับ ไม่กินนานแล้วเหมือนกัน บางทีเราก็ไม่ต้องไปตามหาร้านที่มันเทพมาก ต้องร้านนั้น เนื้อแบบนั้นแบบนี้ แค่เป็นร้านใกล้บ้าน ไปกินกันสบาย ๆ ไม่คิดมาก กินกับครอบครัวผมว่า ที่ไหนก็อร่อยครับ ว่าแล้วก็ส่งป๊ะป๋ากลับภูเก็ต

โฮ่ อิ่มชิบเป๋งเลย 555+

-แผนที่มาเพิ่มให้ตอนกลางคืนนะครับ แต่ถ้าเห็นร้านไหนแล้วคันเป็นพิเศษก็เม้นถามได้เลยครับ-

%d bloggers like this: